วันจันทร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

แทร็ก 15/32 (2)


พระอาจารย์
15/32 (570723D)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
23 กรกฎาคม 2557
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 15/32  ช่วง 1

โยม    คือเราก็แค่รู้มันไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ แค่นั้นพอ

พระอาจารย์ –  ไม่ลืมกาย แค่นั้นแหละ จิตมันจะตั้งมั่นถึงระดับอุปจาระ ...อุปจาระในชีวิตประจำวันด้วย ไม่ใช่อุปจาระในท่านั่งสมาธิหรือเดินจงกรมด้วย


โยม –  หมายถึงอะไรคะ

พระอาจารย์ –  สมาธิมีอยู่สามลำดับ ระดับที่รู้แล้วก็หาย เห็นแป๊บนึงแล้วก็หาย แวบๆ แล้วก็หาย...กายนะ เราพูดถึงกายนะ เดี๋ยวก็ลืมเดี๋ยวก็หาย นี่ เดี๋ยวก็ลืมเดี๋ยวก็หาย

อย่างนี้ ลักษณะนี้เรียกว่าเป็นสมาธิระดับที่เรียกว่า ขณิกสมาธิ …แต่ถ้าไม่มีสมาธิระดับขณิกะ จะไม่รู้เลยว่ากายนี้มีอยู่ เข้าใจไหม นี่ จิตมันจะหยุด แล้วมันจึงจะรู้เห็นความปรากฏของกายในปัจจุบัน

นี่ระดับนี้ เรียกว่าสมาธิขั้นระดับที่เรียกว่า ขณิกะ เรียกว่าเป็นสมาธิที่ยังไม่มั่นคงและแนบแน่นพอ พอเพียงแก่ปัญญาญาณอันกล้า เข้าใจมั้ย ปัญญาอันคมกล้า

แต่ปัญญาก็เกิดอยู่ในทีอยู่ แต่ยังไม่ชัดเจนแจ่มแจ้งในความหมายที่ว่ากายไม่ใช่เราของเราอย่างชัดเจน เข้าใจมั้ย พวกเรายังไม่รู้สึกหรอก ไอ้รู้อย่างนี้ มีนิดเดียว ...ก็ว่ามันก็ยังเป็นเราอยู่วันยังค่ำ เข้าใจมั้ย


โยม –  ติดๆ ดับๆ

พระอาจารย์ –  แต่ถ้าทำไปด้วยความไม่ท้อถอย แล้วก็ไม่ต้องไปสนใจเรื่องอื่นเลย ...จิตจะคิด จิตจะปรุง  ไม่ต้องไปดูมันเลย ไม่ต้องไปเอาผิดเอาถูกอะไรกับมันเลย

ไม่แยแสด้วย ไม่ขวนขวายในมันเลย ...แล้วก็มุ่งตรงลงตรงนี้ รักษาไว้ ลืมเอาใหม่ๆๆ ...แล้วก็ประคองไว้ หล่อเลี้ยงไว้ ใช้สติสัมปชัญญะหล่อเลี้ยงไว้

เข้าใจคำว่าหล่อเลี้ยงไหม เหมือนเอาไม้ปิงปองมาเลี้ยงลูกไว้ไม่ให้มันตกน่ะ เออ หล่อเลี้ยงกายใจให้ได้ยืดขึ้นยาวขึ้นน่ะ นั่นแหละ สมาธิจะมั่นคงขึ้น

พอมั่นคงในระดับที่มันอยู่ตัว นีี่ ไม่ต้องหล่อไม่ต้องเลี้ยงแล้ว มันสามารถอยู่ตัว...คือมันสามารถรู้เห็นด้วยความเป็นธรรมดา ด้วยความที่ไม่ต้องบังคับ ด้วยความที่ไม่ต้องควบคุมมาก มันก็อยู่ของมันไป 

นี่ อย่างนี้เรียกว่าระดับอุปจาระ ...และเมื่อได้อุปจาระในระดับนี้ ความปรากฏอย่างชัดเจนของกายที่ไม่ใช่เรา เป็นเพียงแค่ก้อนธาตุก้อนอาการ เป็นเพียงแค่ก้อนกองทุกข์ 

หรือความเป็นแค่ก้อนกองสิ่งหนึ่ง ที่ไม่มีความหมาย  มันก็จะปรากฏอย่างชัดเจนในความรู้สึก ...นี่ ปัญญาจะชัดอย่างนี้ ในระดับของอุปจาระขึ้นไป

แต่ว่าในระดับที่เราทำงานหาเลี้ยงตัวเองนี่ มันมีการข้องแวะกับผู้คนมาก มันจะทรงอุปจาระไม่ได้นาน เข้าใจมั้ย ...ก็อย่าท้อ อย่าตีอกชกหัวตัวเอง มาคอยหล่อเลี้ยงศีลสมาธิไว้ด้วยขณิกะ

ด้วยความพากเพียร เป็นขณะๆ โดยเฉลี่ย เข้าใจมั้ย เฉลี่ยทั้งวันนะ  อย่ามาบอกว่าตอนไหนตอนหนึ่ง ช่วงไหนช่วงหนึ่ง ตอนก่อนนอน ตื่นเช้า กลับบ้าน แค่นั้นพอ...ไม่ใช่  ต้องเฉลี่ย สร้างไว้สะสมไว้

จิตมันก็จะเข้าไปรวมถึงขั้นอุปจาระได้ มากขึ้น บ่อยขึ้นอีก ...ความชัดเจนของกายในขณะที่มันเห็นด้วยความมั่นคงของสมาธินี่ คือจิตมันไม่วอกแวกเลย  แล้วมันอยู่ ไม่ต้องบังคับ ไม่ต้องกดข่มนี่

มันอยู่ของมันเอง มันเลี้ยงตัวของมันเองได้ มันสามารถเลี้ยงตัวของมันเองได้ ...นี่ มันจะเห็น ปัญญาญาณมันจะชัดเจน ในความที่ เฮ้ย มันเป็นอะไรของมันก็ไม่รู้โว้ย ต่างคนต่างอยู่

ตรงเนี้ย เรียกว่าลบล้าง จะเกิดความลบล้างความเห็นผิดในกายที่เป็นเรา มันเป็นการลบล้างความยึดในสักกาย คือตัวเราที่มีต่อกาย โดยที่ไม่ต้องไปทำการลบล้างด้วยวิธีอื่นเลย

นี่คือลบล้างด้วยปัญญา คือเห็นตามความเป็นจริง แล้วยอมรับตามความเป็นจริง โดยที่ไม่ต้องมีภาษามาวิเคราะห์ หรือคอยโอ้โลมปฏิโลมให้เชื่อนะ อุตส่าห์คิดตั้งหลายตลบแล้วนี่ เชื่อหน่อยเหอะ ...ไม่ใช่

มันรู้ชัดเห็นชัดในตัวของมันเอง นี่เรียกว่าปัญญาญาณ มันจะเข้าไปลบล้างความเห็นผิดในที...โดยที่ไม่ต้องอาศัยคำกล่าวอ้างใดมาลบคำกล่าวอ้างเก่าที่มันเชื่ออยู่ เข้าใจมั้ย

จึงเรียกว่าปัญญาญาณ...ปัญญาตัวนี้เท่านั้นน่ะ ไม่ใช่ปัญญาคิดค้น  ปัญญาญาณนี่จึงจะลบล้าง หักล้างความเห็นผิด หรือว่ากิเลสภายใน ...แล้วมันจะล้างไปเรื่อยๆ

เมื่อมันล้างไปเรื่อยๆ อย่างนี้ มันจะเกิดความเจือจาง ในความรู้สึกที่เป็นตัวเราของเรา ซึ่งมันหนาแน่นเป็น...ลักษณะที่มันเป็นตัวเราของเราที่มีอยู่ในพวกเรานี่ มันจะเป็นลักษณะ..อมตธาตุนิรันดร์กาลน่ะ

มันก็จะรู้สึกขึ้นมาเรื่อยๆ ได้เองว่า...เออ มันค่อยๆ เจือจางลง ไม่เข้มข้น ...แล้วมันจะเป็นลักษณะ fade away ...จางคลาย  ค่อยๆ จางคลาย ...ไม่ใช่ cut นะ

แต่ไอ้ตัวคัทนี่มันจะคัทแต่ตัวแรงๆ ที่ในอารมณ์ คือจิตเรา ...เข้าใจมั้ย ตัวจิตเรา นี่มันก็เนื่องด้วยกายเรานี่แหละ แล้วมันมีความคิดขึ้นมา มีความเห็นขึ้นมา แล้วก็จะมีความเป็นเราในจิตในอารมณ์ 

แล้วพอมันเท่าทัน ตัวจิตเรามันจะ...บางทีมันหาย วูบหายไป นี่มันจะคัทตัวนี้ เหมือนคัทออกไป ...แต่ตัวที่คัทไม่ออกคือตัวกายเรา บอกให้เลย มันจะยืนพื้นอยู่ในความรู้สึกเป็นเรา ยืนพื้นอยู่ 

เพราะมันจะต้องอาศัยการค่อยๆ เคลียร์ ลบล้างด้วยการเห็นตรง รู้ตรงต่อกาย ว่ามันเป็นอย่างนี้ เท่านี้ ...เป็นแค่กองรูป เป็นแค่กองความรู้สึก เป็นแค่กองเกิดดับ กองอะไรไม่รู้ ไม่มีชีวิตจิตใจ เข้าใจรึเปล่า

เออ เท่านี้แหละ จะถามอะไรอีกมั้ย ...ห้ามถามหวย ...นั่นแหละ ไม่ถามก็ไปทำเอา แล้วก็มันจะหมดคำถามไปเอง คือไม่ไปสงสัย อย่าสงสัย

วิธีการละความสงสัยคือ ไม่สงสัย อย่าตามความสงสัย ...เอ๊.. แน่ะ พอเริ่มเอ๊ นี่ต้องทันแล้ว ช่างหัวมัน ไม่เอา ปัดทิ้งเลย สลัดทิ้งเลย แล้วมารู้ลงที่กายเลย

เอากายเป็นตัวตัดเลย เอากายปัจจุบัน เอาศีลน่ะเป็นตัวตัดเลย ..เอ๊ จะใช่รึเปล่าวะ นี่ เริ่มเคลื่อนแล้ว จิตเริ่มเคลื่อนแล้ว อย่าไปดูนะ อย่าไปเอาเรื่องกับมันนะ 

อย่าไปตามต่อเนื่องปรุงต่อนะ จะถูกหลอกไปขายน่ะ เข้าตลาดมืดน่ะ รู้จักรึเปล่าตลาดมืดน่ะ มืดมนอนธการไปในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งเลย ...ให้เท่าทันแล้วรีบละซะ

อย่าเสียดายความรู้ความเห็นข้างหน้าข้างหลัง ที่จะได้มาจากการคิดนึกปรุงแต่ง  ไอ้ตัวนี้คือตัวพัวพันเลย ความรู้ความเห็นที่ได้จากความคิดน่ะ มันจะพัวพันยุ่งเหยิงเหมือนด้ายที่แตกกรอ สาวไม่ออกเลยแหละ

แล้วอย่ามามัวแต่สาวด้ายนะ วิธีการสาวด้ายของเราคือ ยังไงรู้ป่าว โยนเข้ากองไฟเลย ...เสียเวลา เข้าใจรึเปล่า มาดึงให้เสียเวลา หน้าที่การงานอยู่ตรงนี้ งานหลัก งานในองค์มรรค

คือทำความแจ้งในศีล ทำความแจ้งในกาย ทำความแจ้งในรู้ ...สองอย่างนี่แหละ คืองานสัมมาอาชีโว ต้องดำริชอบ กระทำชอบ สัมมากัมมันโต

ต้องพากเพียรชอบ สัมมาวายาโม อยู่ในนี้  แล้วก็ต้องเลี้ยงชีพชอบ สัมมาอาชีโว หล่อเลี้ยงไว้ กายใจต้องหล่อเลี้ยงด้วยสติสัมปชัญญะอยู่ตลอดเลย อย่าไปหล่อเลี้ยงกิเลสนะ

ตัวที่ผลักดันให้เกิดการเข้าไปหล่อเลี้ยงกิเลสคือภวตัณหา กับวิภวตัณหา ตัณหาคือความทะยานอยากในอารมณ์ที่พอใจ ในสิ่งที่น่าใคร่ วิภวตัณหาคือทะยานอยากไปตามสิ่งที่ไม่น่าพอใจกับสิ่งที่ไม่ชอบ...สองอย่าง

ตัวนี้จะเป็นแรงผลักให้เกิดการขับเคลื่อนของจิต ให้ออกนอกศีลสมาธิปัญญา ...เราจะต้องทวนกระแสตัณหานี่ แล้วกลับมายืนหยัดตั้งมั่นอยู่บนฐานนี้

คือเราพูดนี่ เราพูดในองค์รวมนะ ...เอาไปใช้ในชีวิตจริงๆ จะทำไม่ได้อย่างที่เราพูดหรอก เข้าใจมั้ย แต่ให้ใส่ใจในการทำเช่นนี้ แล้วมันจึงจะเกิดฐานกำลัง

เกิดความเข้มแข็งในองค์มรรค เกิดความเข้มแข็งในศีลสมาธิปัญญา พร้อมทั้งเกิดความชัดเจนในศีลสมาธิปัญญาภายใน ...ถ้าทำอย่างนี้ก็เรียกว่าไม่ตายเปล่าหรอก ในชาตินี้ ยังไงก็ต้องถึง

อย่างน้อย...ศีล ถึงศีล เดี๋ยวก็จะถึงสมาธิ เดี๋ยวก็จะถึงปัญญา อย่างชัดเจนขึ้นมาเอง ...เมื่อถึงศีลสมาธิปัญญาก็จะถึงธรรมจริงๆ คือธรรมตามความเป็นจริง

ไม่ใช่ธรรมสั่วๆ หรือว่าธรรมปลอมปน หรือว่าสังขารธรรม หรืออนาคตธรรม หรืออดีตธรรม หรือว่าธรรมที่ไร้สาระ ...แต่จะเข้าถึงสัจธรรม

ตอนนี้พวกเรายังแยกแยะธรรมอะไรไม่ออกหรอก มั่วไปหมด ไอ้นั่นก็ใช่ ไอ้นี่ก็ใช่ ไอ้นั่นก็น่าเอา ไอ้นี่ก็น่ารู้น่าเห็น ไอ้นั่นก็น่าจะเข้าไปลิ้มลอง ไอ้นั่นก็น่าจะเข้าไปทำความแจ้งกับมัน อะไรอย่างนี้ 

มันหลากหลายเหลือเกิน เรียกว่านานาสาระ จนสับสน นั่นท่านเรียกว่าฟุ้งซ่าน เข้าใจรึยัง ...เอามันเหลือธรรมเดียว ธรรมหนึ่ง กายหนึ่ง จิตหนึ่ง ...มันจึงจะแจ้งในธรรม 

เขาเรียกว่าตีวง ล้อมวง ล้อมกรอบศีลสมาธิปัญญา ให้มันอยู่ที่เดียวนี่ มันจะมีกำลังมาก แล้วเมื่อกำลังแจ้งในที่เดียวปุ๊บ มันจะแผ่ขยายออกไป เรียกว่าขอบข่ายญาณทัสสนะมันจะกระจายออกไป

เออ นั่นยังไม่ต้องพูดถึงหรอก ...หากายตัวเองให้เจอก่อนเถอะ แล้วก็รักษากายตัวเองให้ได้ โดยที่ว่า ต้องนับถือกายนี่เป็น...ทูบีนัมเบอร์วัน

ไม่ใช่นัมเบอร์ฟิฟทีน เทอทีน หรือว่าเดอะลาสวัน แบบเป็นสิ่งสุดท้ายที่หนูจะดูเลยค่ะ ...ไม่ใช่นะ มันจะต้องเขยิบๆ จนมา ต้องเป็นนัมเบอร์วันเลยแหละ

เดอะเฟิร์สนะ สองไม่ได้นะ ...ถ้าเห็นอะไรสำคัญกว่ากาย ถ้าเห็นอะไรสำคัญกว่าศีล เคลื่อนออกจากองค์มรรค หนึ่งองศา หนึ่งลิปดา เดี๋ยวเลยไปหลายองศาเลยน่ะ

แล้วไม่ต้องกลัวหรอก ท่ามกลางกายใจ มีจิตให้ดูเยอะแยะ ...แต่ไม่ใช่ไปดูมัน แค่เห็น แค่ชำเลือง พอแล้ว ชำเลืองแบบ..ไม่แยแสน่ะ หยิ่งน่ะๆ หยิ่ง ไม่แยแสมัน มีไรมั้ย ฮี่โธ่

กูเอาจริงเอาจังกับมึงมาหลายชาติแล้ว กูยังไปไหนไม่รอดเลย มึงน่ะพากูเกิดมาเป็นอเนกชาติ ดูมึงมาหลายชาติแล้วนี่ กูยังไม่เข้านิพพานเลย นึกว่าแค่ไหนวะ ฮี่โธ่ ...นั่น ต้องอย่างนี้หนา  

ต้องคร่ำเคร่งอยู่ในที่ศีลเป็นเอก กายเป็นหนึ่ง...เอกังจิตตัง เอโกธัมโม ...แจ้งกายน่ะแจ้งจิต แจ้งกายน่ะแจ้งขันธ์ แจ้งกายน่ะแจ้งโลก แจ้งกายแจ้งใจน่ะแจ้งสามโลกธาตุ

แจ้งจิตน่ะไม่แจ้งอะไรเลย แจ้งจิตน่ะไปแจ้งอยู่ในความว่างนั่นน่ะ สุดท้ายก็จะได้ความว่าง

เอ้า จะถามอีกมั้ย บีบเค้นเข้าคำถาม ไม่เค้นก็กลับบ้าน ไปทำต่อ ไป ...พูดจนหมดคำถามแล้ว อย่าให้มีปัญหา อย่าให้จิตมันมีปัญหาออกมา แล้วอย่าคิดว่าอะไรที่จิตมันสร้างขึ้นมาเป็นปัญหา ...ไม่ใช่ 

มันหลอก ...แท้ที่จริงน่ะ ไม่มีเรื่องราวอะไรเลย  จริงๆ มันไม่มีเรื่องอะไรเลย ...เพียงแต่จิตมันกล่าวอ้างขึ้นมาเท่านั้น แล้วเราหลงกับคำกล่าวอ้างของมัน

เป็นดีเป็นร้าย เป็นถูกเป็นผิด เป็นคุณเป็นโทษ เป็นชอบ เป็นน่าชอบ เป็นไม่น่าชอบ เป็นน่าชัง แค่นั้นเอง  แล้วเราไปให้ค่าให้ความหมายกับมัน จริงจังกับมัน

พอเราเริ่มวางมือ คลายออกจากมัน แล้วมามุ่งมั่นใส่ใจในตรงนี้ สาระน้ำหนักของมันนี่จะลดลง...จากที่มันเคยท่วมภูเขาเลากานี่ ความสำคัญนี่ มันจะน้อยลง

แล้วฐานะความสำคัญของศีลสมาธิปัญญานี่จะมากขึ้น ทดแทนขึ้นมาเอง ...จนเรื่องราวต่างๆ นี่ เหมือนไร้ค่า เหมือนอากาศ เหมือนใบไม้ที่ปลิวไหว มันไม่มีอะไรเลย

แต่ศีลสมาธิปัญญาเป็นสาระที่สำคัญยิ่งยวดเลย เพื่อมาทำความรู้แจ้งเห็นจริงในภพชาติปัจจุบัน ...เพื่อจะไม่ให้เกิดภพชาติปัจจุบัน เพื่อจะไม่ให้เข้าไปมีไปเป็นในภพชาติปัจจุบัน

ซึ่งมันจะสืบเนื่องไปถึงการดับสิ้นซึ่งภพชาติในอนาคตและในอดีต ...ถ้าไม่แจ้งในภพชาติปัจจุบัน กายใจปัจจุบัน ไม่มีทางเลยที่จะไปลบภพชาติในอนาคตในอดีตได้เลย

เพราะว่าอดีต-อนาคต...มันก็มาจากปัจจุบันนี่แหละ แต่ไอ้จิตนี่มันจะไปสร้างอดีตอนาคตอยู่ตลอดเลย ...แล้วมันดูเสมือนจริงกว่าตรงนี้ด้วยซ้ำ

แล้วก็เราก็ไปจริงจังมั่นหมาย ...เป็นทุกข์ระทม เป็นคร่ำครวญ เป็นอาดูร เป็นอาวรณ์ เป็นหัวเราะร้องไห้ เป็นเอาเป็นเอาตาย เสียดายตายอยากอะไรก็ไม่รู้ จริงจังเหลือเกิน

แต่ละเลยในศีลสมาธิปัญญา โดยใช่เหตุโดยใช่ควร ...ภพชาติมันเลยไม่จบไม่สิ้น  เดี๋ยวได้นู้น เดี๋ยวได้นี้ เดี๋ยวก็มีอันนี้มาได้ เดี๋ยวก็ได้อันนี้มาแทน อย่างนี้

ก็เป็นดังที่หมายบ้าง ดังที่ไม่หมายบ้าง พอเป็นดังที่ไม่หมาย มันก็จะไปหาดังที่หมายใหม่ ได้ที่หมายใหม่ เดี๋ยวที่หมายใหม่ก็จะเอาให้มันเที่ยง มันไม่เที่ยงก็จะทำให้มันเที่ยง

พอมันไม่เที่ยงมันหายไป ก็จะทำให้เกิดขึ้นมาอีก ดีกว่าเดิมอีก ...อยู่อย่างนั้นน่ะ เอาล่อเอาเถิดกับมันไม่มีวันจบหรอก เหนื่อย ไม่เข้าใจอะไรหรอก ...มาเข้าใจว่านั่งคืออะไร อะไรเป็นนั่ง จริงๆ น่ะใครนั่ง 

นี่ ดูสิ แยบคายดู อะไรมันนั่งกันแน่ ผู้หญิงนั่ง เรานั่ง คนนั่ง หรือใครนั่ง หรือไม่มีใครนั่ง หรือไม่มีอะไรนั่ง หรือไม่เรียกว่านั่ง หรือไม่รู้จะเรียกว่าอะไรดี ...นี่ อันไหนจริงกว่ากัน 

ทบทวนอยู่ภายในอย่างนี้ สืบค้นอย่างนี้ ใคร่ครวญอย่างนี้ ด้วยสติสัมปชัญญะ อย่าให้มันออกนอกกาย ...ทบทวนกายใจปัจจุบันอยู่ตลอด มันก็ชัดเจนชัดแจ้งขึ้นมาเอง ...เอ้า พอแล้ว


(ต่อแทร็ก 15/33)



  

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น