วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

แทร็ก 15/28


พระอาจารย์
15/28 (570713C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
13 กรกฎาคม 2557



พระอาจารย์ –  การมาฟังธรรมจากเรานี่ แรกๆ ก็ฟังดูง่ายน่ะ ...ยิ่งฟังไปเรื่อยๆ จะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ จะไม่มีคำว่าอ่อนข้อลงกว่านี้นะ

อย่าเพิ่งไปดีใจว่ารู้ เข้าใจแล้ว ปฏิบัติได้พอได้น้ำได้เนื้อ เข้าใจกว่าคนอื่นแล้ว ...มันยังไม่พอแค่นั้นนะ มันต้องงวดๆๆ งวดลงเรื่อยๆ น่ะ

จิตจะต้องงวดลง อารมณ์ในจิตงวดลง ความคิดนึกยาวเหยียดไปในอดีตอนาคตจะต้องงวดลงๆ ศีลสมาธิปัญญาจะต้องข้นขึ้น เข้มข้นขึ้นเท่านั้น

ไม่ใช่ยิ่งมาฟังนานๆ ขึ้นแล้ว เราจะเสนอธรรม แสดงธรรมให้เกิดความอ่อนแอลงในศีลสมาธิปัญญานะ เพราะนั้น คำกล่าว คำด่า คำติเตียน จะเจ็บแสบมากขึ้น

จะบอบช้ำมากขึ้นใน “เรา” ...ที่ปล่อยปละละเลย ที่ทำให้เกิดความจืดจางเจือจางลงในศีลสมาธิปัญญา 

แต่กลับงอกงามฟูฟ่องขึ้นซึ่งกิเลสอวิชชา ตัณหา และความเป็นเรา หรือตัวตนของเราที่มันออกมาเต้นรำทำฟ้อน สร้างความรกรุงรังต่อโลกและขันธ์

ศีลใคร..ศีลมัน..รักษา  สมาธิใคร..สมาธิมัน..รักษา ...ไม่ต้องไปยุ่งกับศีลสมาธิปัญญาของผู้อื่น ทบทวนแต่ศีลสมาธิปัญญาของตัวเอง...เป็นหลัก เป็นใหญ่

เอาศีลสมาธิปัญญา เอาตัวของตัวเอง เอาขันธ์ของตัวเอง เอากิเลสของตัวเอง...ให้อยู่ก่อน อยู่ในกำมือของศีลสมาธิปัญญาแบบไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวันเลยนะ

ไม่ว่าจิต ไม่ว่าอารมณ์ในจิต ไม่มีทางได้มาเผยอผยองชูคอเสนอหน้าออกมาได้ ด้วยความเท่าทันของศีลสมาธิปัญญาเลย ...นั่นน่ะคือหน้าที่หลักของผู้ปฏิบัติ

จับจ้องจดจ่อ เท่าทันทุกอาการของจิต ทุกอารมณ์ของจิต ทุกความเป็นไปของจิต ไม่ให้มันสามารถแสดง แล้วชักลากขันธ์ ชักลากวาจา ชักลากการกระทำคำพูดให้ออกไปตามอำนาจนั้นๆ

ยังดำรงคงเหลือไว้แต่กายใจอันบริสุทธิ์ รักษาความบริสุทธิ์ของกายใจไปตามลำดับ เข้มขึ้น บริสุทธิ์ขึ้น หมดมลทินในกายในใจ หมดมลทินจากการปรุงแต่งของจิต ที่เข้าไปมีต่อกายมีต่อใจเรา จนคงไว้ซึ่งความวิสุทธิของกายและใจ

ช่วงเข้าพรรษานี่ มันเป็นเวลาที่พระพุทธเจ้าท่านนิมิตหมายขึ้นมาว่าควร...สมควรจริงจังอย่างยิ่ง ในการปฏิบัติ...ที่จะควบคุมเท่าทันจิตให้ได้มากที่สุด ละให้ได้เร็วที่สุด

แล้วก็ตั้งมั่นอยู่กับกายใจให้ได้นานที่สุด มากที่สุด เข้มข้นที่สุด ...เรื่องสำคัญต่างๆ นานา ภายนอก ข้างหน้าข้างหลัง ทิ้งไว้ก่อน...ให้มันรอซะบ้าง รอได้ ให้กิเลสมันรอซะบ้าง

เพราะ "เรา" มันบอกให้ศีลสมาธิปัญญารอนี่นานแล้ว รอจนหลายภพหลายชาติแล้ว ว่าเดี๋ยวนะ เดี๋ยวก่อน เดี๋ยวเวลานั้น อายุนั้น เหตุการณ์นั้น สถานการณ์นั้น จิตเป็นอย่างนี้ก่อน ค่อยศีลสมาธิปัญญามา

ตอนนี้ให้มันรอซะบ้าง ...แต่ศีลสมาธิปัญญาไม่รอ สติสมาธิปัญญาไม่รอ  ระลึกรู้ๆๆ ยืนเดินนั่งนอนๆ ไม่ออกจากการระลึกรู้ ไม่ออกจากการยืนเดินนั่งนอน

พอมันจะแวบไปตรงนั้นตรงนี้ ว่าสำคัญ ...รอก่อนๆ เพื่อนเอ้ย มึงหลอกกูมาหลายชาติแล้ว มึงรอไปก่อนได้มั้ย เป็นเรื่องข้างหน้า เป็นเรื่องคนอื่น เป็นเรื่องของเราที่จะโดนอย่างนั้นโดนอย่างนี้ จะเป็นอย่างนั้น ...รอก่อนนะ รอก่อน

แต่นี่ไม่รอ ...นี่ ลองเปลี่ยนวิถีการดำรงชีวิตในช่วงสามเดือนนี้ ให้ทุกอย่างรอไว้ก่อน ...รอไปรอมาเดี๋ยวไม่ให้มันสอบซ่อม ให้มันตกไปเลย ...เดี๋ยวรอไปนานๆ มันก็ตกไปเอง ไม่ต้องไปรอมัน

สิ่งที่รอไม่ได้...ศีลสมาธิปัญญา ...ทำไมถึงว่ารอไม่ได้ เพราะขันธ์นี้สั้น การดำรงขันธ์อยู่ในชีวิตขัยนี่สั้น รอไม่ได้ ขันธ์ไม่เคยรอ เวลาไม่เคยรอในการบีบคั้นขันธ์จนหมดสิ้น จนมอดไหม้ จนผุพัง ...ไม่รอเลย

แต่พวกเรามัวแต่มารอ...ศีลสมาธิปัญญา เมื่อนั้น เมื่อนี้ เมื่อโน้น ...แต่ทีกิเลสเกิดขึ้นนี่ ไม่เห็นเคยรอเลย หือ เวลามันอยากอะไร เวลามันมีอารมณ์อะไรนี่...ปึ้บเลย 

ทันทีทันควัน...ตามมัน ให้มันคิด ให้มันทำ ให้มันพูด ให้มันแสดง ให้มันเดินไปทำกริยาอาการนั้น ...ตามมันแบบเหมือนกับเป็นข้าทาสผู้ซื่อสัตย์เลย

แต่พอจิตในส่วนที่ดีหรือสัมมาสติเกิดขึ้น แล้วก็กลับมาให้รู้เนื้อรู้ตัวอยู่กับกายอยู่กับใจ อยู่กับอิริยาบถ ...ไม่เห็นมันกระฉับกระเฉงเลย ไม่เห็นเป็นข้าทาสบริวารอันซื่อสัตย์

เหมือนอย่างกับที่พระท่านไปตั้งชื่อว่าพุทธทาส ธรรมทาส สังฆทาส เห็นมั้ยนั่น ต้องเป็นทาสระดับของพุทธะ ธัมมะ สังฆะ ...ไอ้พวกเรานี่เป็นข้าทาสของกิเลส ข้าทาสบริวารของกิเลส

เวลามีสติเกิดขึ้น เออ รู้ตัวดีกว่ามั้ย น่าจะรู้ตัวนะ ...ก็ไม่เห็นมันกระวีกระวาด หรือขวนขวาย กระฉับกระเฉง หรือว่าเข้มแข็งในการดำเนินอยู่ในการรู้ตัวเลย ...นี่ก็ต้องทำ ต้องจี้ ต้องบังคับให้มัน 

จะได้ปลดพันธนาการของกิเลสที่มีต่อเรา หรือว่าที่มันชี้นิ้วว่าการสั่งให้เราทำอะไร พูดอะไร คิดอะไร ตามอำนาจของมัน ก็เป็นไปกับมัน...ทุกกระบวนความที่มันปรุงแต่งด้วยอำนาจของอวิชชา

เมื่อไหร่จะหลุดพ้นจากอำนาจของมันเล่า ถ้าไม่แข็งขืนยืนหยัดสู้มัน ละมัน รบกับมัน ประหัตประหารมัน ทำลายล้างมัน ด้วยศีลสมาธิปัญญาแล้ว ไม่มีทางรอดจากมันเลย ...มันไม่เคยละเว้นผู้ใดเลย 

กิเลสไม่เคยละเว้นแม้แต่ลูกเล็กเด็กแดง คนเฒ่าแก่ชรา คนรวยคนจน เป็นพระ เป็นฆราวาส เป็นแม่ชี เป็นหญิง ...กิเลสไม่เคยละเว้นเลย เอาไปเกิดเอาไปตายกันทุกผู้ทุกคนไป ไม่เคยละเว้นเลย

แล้วจะเอากำลังที่ไหนเล่าไปต่อต้านมัน ...ถ้าไม่เริ่มต้นตั้งต้นรักษาเพียรภาวนาอยู่ในศีลสมาธิปัญญาเป็นกำลังนี่  มันจะทำให้เกิดการที่เรียกว่าเสียเที่ยวเกิดมามีขันธ์

อุตส่าห์ได้ขันธ์มาเป็นที่เรียนรู้ ได้ขันธ์มาเป็นแหล่งเรียนรู้ แหล่งสร้างสมภูมิปัญญา แหล่งสร้างสมสติปัญญา ...ซึ่งมันมีเวลาอยู่กับขันธ์นี้อันน้อยนิด เจ็ดสิบแปดสิบปีนี่...น้อยนิด 

พอยิ่งพ้นอายุสี่สิบขึ้นไปก็จะเห็นแล้วว่า เวลานี่มันเดินรุดหน้าไปเร็วเหลือเกิน ...ตั้งแต่เด็กทารกมาจนยี่สิบปี จะรู้สึกว่าเวลานี่ช่างเนิ่นช้าเหลือเกิน  แต่พอสี่สิบห้าสิบปีไปนี่ เวลาเหมือนกับติดปีกบินเลยน่ะ

ก็รีบเร่ง ขวนขวายภายใน ...ใครทำ ใครไม่ทำ ไม่ต้องไปสน  เราทำของเราไป ก้มหน้าก้มตารู้เนื้อรู้ตัวไป การพูดการคุย ก็ระวังการพูดการคุย ด้วยสติ พูดด้วยความมีสติ

พูดแต่เรื่องราวที่ไม่เป็นการเบียดเบียนใคร ไม่ทั้งเบียดเบียนตัวเอง ไม่ทิ้งเบียดเบียนผู้อื่น ...พูด แล้วก็ให้เข้าใจในความหมายในการพูด เป้าประสงค์ในการพูด อย่างนี้เรียกว่าสัมมาวาจา

แล้วถ้ามันเป็นสัมมาวาจา คือพูดด้วยสติสมาธิปัญญาระหว่างการพูดนี่ ...มันจะสั้น ตรง ชัด แล้วไม่ก่อโทษภัย ให้เป็นบุคคลผู้อื่นหรือเป็นตัวของเราเองในสัญญา แล้วมันจะสั้น

เพราะนั้น ให้เคร่งครัดอยู่ในศีลสมาธิปัญญา มากกว่าก่อนเข้าพรรษา ...เดี๋ยวพอออกพรรษาแล้วมาหาเรา เราก็จะบอกว่า จะต้องมากกว่าตอนเข้าพรรษา

คือจะไม่มีคำว่าน้อยกว่าเลย ตราบใดที่กิเลสมันยังครอบครองจิต ครอบครองขันธ์อยู่นี่ จะมาน้อยกว่า น้อยลงไม่ได้ จะมาน้อยกว่าอ่อนแอกว่ากิเลสไม่ได้

นั่น เราจะไม่สอนอยู่คนเดียว...คือผู้ที่ได้มหาสติมหาสมาธิมหาปัญญา ...ซึ่งยังไม่มีใครได้ให้มาสอนเลย

เวลาเราเจอพระที่คุยกันไม่รู้เรื่องนี่ เพราะไม่มีเรื่องคุยนี่  ก็จะมานั่งกันว่า..อือ อื้มๆ ...คือไม่รู้จะคุยอะไรกัน เขาก็ไม่รู้จะคุยอะไรกับเรา ...นี่ สัมมาวาจาจึงบังเกิด อือ ฮื่อๆ

ธรรมที่มันถึงที่สุดแล้ว มันไม่มีอะไรหรอก ...ไอ้ที่คุยน่ะ กิเลสกับโลกทั้งนั้นน่ะ แล้วก็สังขารธรรม ...ถ้าเป็นธรรมล้วนๆ แล้ว ก็...อือ อืม ฮื่อ แล้วมันก็อยู่กันได้ไม่นานหรอก ไปแล้ว

เพราะนั้นนะ ให้มันเข้มข้นขึ้น ...เอาแล้ว เอ้า มีใครจะถามมั้ย ...สองคนนั่นเคยมารึเปล่า


โยม –  ยังไม่เคยมาครับ

พระอาจารย์ –  ฟังรู้เรื่องรึเปล่า


โยม –  รู้เจ้าค่ะ

พระอาจารย์ –  ไม่รู้ก็ต้องรู้ เพราะพูดภาษาคน ไม่ได้พูดภาษาศัพท์ ไม่ได้พูดภาษาลึกลับซับซ้อน ไม่ได้พูดภาษาบาลี ไม่ต้องตีความลึกซึ้ง

นี่แหละ การปฏิบัติธรรม คือการดำรงวิถีชีวิตโดยธรรม โดยสติสมาธิปัญญาให้ได้...ให้เป็น ...ให้เป็นก่อนแล้วก็ให้ได้อีก ตามมา

ไม่ต้องไปตั้งท่าตั้งทางหรอก ไม่ต้องตั้งท่าตั้งทางปฏิบัติหรอก ไม่ต้องไปเปลี่ยนวิถีชีวิตเพื่อมาปฏิบัติหรอก ...แต่จะต้องปฏิบัติอยู่ในทุกปัจจุบันอาการให้ได้ แค่นั้นเอง

มันจึงจะเกิดสภาวะที่เรียกว่าเท่าทันกิเลส ...เพราะกิเลสมันจะไม่ได้อยู่ในท่าทางใดหนึ่ง ใช่ไหม มันพร้อมที่จะเกิดได้ทุกเมื่อ มีได้ทุกเมื่อ ...กิเลสนี่ จะมาตั้งท่าตั้งทางรับมันได้ทันเหรอ...ไม่ทัน

แต่ถ้าอยู่ในปัจจุบันน่ะ...ทันหมด ถ้าตั้งรับอยู่กับปัจจุบัน ตั้งฐานอยู่กับปัจจุบัน...ทันหมด  มันจะมาซ้ายมาขวา มาบนมาล่าง มาเอียงมาเฉียง มาแบบตรงๆ มาแบบแอบมา...ทันหมด

นี่ให้เข้าใจว่าปัจจุบันธรรม ปัจจุบันศีล ปัจจุบันกาย ปัจจุบันรู้นี่ มันจึงจะพอฟัดพอเหวี่ยงกับกิเลส ...แล้วก็สุดท้ายก็จะเหนือกว่ากิเลส และสุดท้ายก็จะสามารถฆ่ากิเลสให้ตายได้ถึงรากเหง้า

ที่ปัจจุบัน ที่เดียวเท่านั้น ปัจจุปันนัญจะ โย ธัมมัง ตัตถะ ตัตถะ วิปัสสติ...ที่นี้ ที่เดียวเท่านั้น ไม่มีที่อื่น ...ไม่สามารถละกิเลสได้ในที่อื่นเลย ไม่สามารถแม้จะเท่าทันด้วยซ้ำ ถ้าออกนอกปัจจุบันนี้ไป


โยม –  ก็ต้องดูไปเรื่อยๆ ใช่ไหมคะ

พระอาจารย์ –  บอกว่าไม่เปลี่ยนที่ก็คือไม่เปลี่ยนที่


โยม –  มันเหมือนจะเหมือนเดิมไปตลอดๆๆ ใช่ไหมคะ

พระอาจารย์ –  นั่น มันไม่เหมือนเดิมหรอก แต่จิตมันหลอกว่าเหมือนเดิม เราน่ะแหละหลอกว่าเหมือนเดิม ...ดูไปเหอะ อยู่กับมันไป รู้โง่ๆ ไป เห็นแค่ไหนก็แค่นั้น

มันจะดูเหมือนไม่เปลี่ยนแปลงในความรู้ความเห็น แบบเดิม ซ้ำเดิม ก็อย่างนั้นแหละ ...อย่าไปอ่อนข้อให้กับความอยาก ความไม่อยาก ให้มันมีอำนาจเหนือศีลสมาธิปัญญา


โยม –  ใจเราจะนิ่งขึ้นใช่ไหมคะ

พระอาจารย์ –  ก็บอกว่า ศีลเท่าไหร่ สมาธิเท่านั้น ...รู้ตัวไปเรื่อยๆ จิตก็จะตั้งมั่นอยู่ที่เดียวนั่นแหละ  ไอ้จิตที่ตั้งมั่นอยู่ที่เดียวนั่นแหละคือนิ่ง มันไม่ส่าย

แล้วมันก็จะเห็นเองว่า นิ่งมากหรือนิ่งน้อย...ก็ต่อเมื่อมีการกระทบ ...ถ้ากระทบแล้วยังส่าย กระทบแรง กระทบขนาดนี้แล้วไม่ส่าย กระทบขนาดนี้แล้วส่าย ...ก็ดูไปว่าตั้งมั่นมากหรือตั้งมั่นน้อย 

ก็ดูจากความส่ายของการกระทบ..เมื่อกระทบ ก็แค่นี้แหละ ...แล้วก็ทำยังไงถึงจะให้มันตั้งมั่นมากกว่านี้ ก็ต้องกลับมาที่รู้ตัวๆ รู้ตัวบ่อยๆ ด้วยศีล ...วนเวียนอยู่แค่นี้แหละ ศีลสมาธิสติ ไม่ต้องไปหวังผลอื่นเลย

(พูดกับโยมอีกคน) ...เนี่ยๆ


โยม – (หัวเราะ) ได้ฟังเจ้าค่ะหลวงพ่อ ไม่ใช่จะเผลอนะคะ ...เมื่อกี้มันง่วง หนูก็เห็นมันง่วงแหละ ก็พยายามจะจับพยุงมันขึ้นมา ให้มันตื่นรู้ตัว

พระอาจารย์ –  อดทนทวนมันไป คือถ้าอยู่อย่างนี้มันก็ไม่สามารถจะลุกไปไหนได้ไง แต่ถ้าอยู่คนเดียวนี่ เปลี่ยนอิริยาบถ ยืดเส้นยืดสาย ดูความเคลื่อนไหวของกายไป มาทดแทนการเผชิญหน้ากับความง่วง

หรือถ้ามันง่วงมากจริงๆ นี่ ไปนอนเลย ...พอไปนอนเข้าจริงๆ จะไม่ง่วง บอกให้เลย ถ้ามันเป็นถีนมิทธะนะ ...แต่ถ้ามันไม่ใช่ถีนมิทธะ แปลว่ามันเพลีย

แต่ถ้าเป็นถีนมิทธะให้ไปตั้งท่านอนเลย แล้วลองไปนอนหลับ ท่ามกลางความง่วงอย่างมากที่กำลังจะตั้งหน้าตั้งตารู้ตัวนี่ ก็เรียกว่าถีนมิทธะ

แต่ถ้ามันง่วงเพราะร่างกายเพลียจริง มันจะหลับ ก็ให้มันหลับ ...แต่ถ้าไม่หลับปุ๊บ มันก็จะตื่น พอตื่นปุ๊บก็ไม่ต้องนอน ก็ลุกขึ้นต่อ

เหล่านี้คือการที่จะใช้เทคนิค...ในการที่จะทำยังไงให้ดำรงความรู้ตัว ดำรงศีลสมาธิปัญญาให้อยู่ มันหลากหลายวิธี ...แต่เพื่ออะไร เพื่อให้เกิดศีลสมาธิปัญญา


โยม –  บางทีการละทิ้งความเคยชินเดิม ก็ใช้กำลังที่จะหักห้ามบ้างใช่ไหมเจ้าคะหลวงพ่อ ไม่งั้นมันเอาไม่อยู่

พระอาจารย์ –  อือ สัจจะ มีสัจจะบ้าง ก็ตั้งสัจจะไว้บ้างอยู่ภายใน...จะไม่ทำอย่างนั้นอย่างนี้ตามความเคยชิน ...แล้วก็อย่ามัวแต่สงสัย อย่ามัวแต่ค้นหา  เอาเวลาที่สงสัย เอาเวลาที่ค้นหาน่ะ...มารู้ตัวซะ


.................................





ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น