พระอาจารย์
15/30 (570723B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
23 กรกฎาคม 2557
พระอาจารย์ – ภาวนาหาเกิดมาตั้งหลายปีแล้ว
ยังก้าวข้ามความเป็นคนไม่ได้เลย ยังหนีพ้นความเป็นคนไม่ได้เลย
ทั้งหัวเราะไปทั้งร้องไห้มาก็เยอะ ก็ยังก้าวข้ามความเป็นคนนี้ไม่ออก
นี่คือภพชาติปัจจุบันนี่ ...เอามันไปไว้ไหนล่ะ
เอาไว้ลงหลุมเหรอ เอาไว้เผาเวลาตายเหรอ เอาไว้ให้ญาติเก็บกระดูกมาขึ้นหิ้งหรือไง
หือ ...มีกายเอาไว้แค่เนี้ยนะ
ถ้ามีกายไว้แค่นี้
เราเรียกว่าอะไรรู้ไหม...เสียชาติเกิด ...อุตส่าห์ดิ้นรนขวนขวายลงทุนลงแรงนะ
กว่าจะได้กายก้อนนี้มาน่ะ ไม่ใช่ได้มาง่ายๆ ...ได้กายมานี่ไม่ใช่ของง่าย
ท่านเปรียบเหมือนว่า...มีเต่าตัวหนึ่งดำผุดดำว่ายอยู่ในมหาสมุทร แล้วร้อยปีทีหนึ่งจึงมีบ่วงบาศทิ้งลงมากลางมหาสมุทร
แล้วมันคล้องพอดีหัวเต่านั้นน่ะ ...นั่นน่ะการเกิดมนุษย์ ยากขนาดนั้น ไม่ใช่ของง่าย
การได้กายมาเป็นสมบัติ
การได้ขันธ์ห้ามาเป็นสมบัตินี่...มนุสสปฏิลาโภ ...ยังมีผู้อยากเกิดเป็นคนอีกเยอะ
ยังมีจิตวิญญาณมากมาย นับอเนกอนันต์ที่รอการมาเป็นคน...แต่ยังไม่มีโอกาส
แต่พวกเราๆ ท่านๆ นี่ มีโอกาส ได้โอกาส ...แต่ใช้โอกาสไม่เต็มที่ ปล่อยให้กายนี้ ค่อยๆ เสื่อมสภาพแตกสลายไป...โดยไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลในองค์มรรคขึ้นมาเลย
อีกทั้งบางผู้ปฏิบัติยังถึงขั้นปรามาสกายและศีล
ว่าเป็นของต่ำ ว่าเป็นของไม่สำคัญ ว่าเป็นของพื้นๆ ว่าเป็นของที่ทำให้ติดข้องหรือว่าบังในการภาวนาด้วยซ้ำ
โอกาสของกายนี่...มีไม่มาก
ประมาณโดยเฉลี่ยก็ ๘๐ ปีเท่านั้นเอง นิดเดียวนะ...เทียบกับอายุขัยจักรวาล อนันตาจักรวาล เทียบกับอายุที่ไม่มีวันจบสิ้นของจักรวาล...ถือว่าเหมือนกับน้ำค้างกลางหาวหนึ่งหยดเอง
นี่เขาเรียกว่าเป็นนาทีทอง...ที่จะตักตวงศีล เพื่อเป็นเหตุให้เกิดสมาธิ เพื่อเป็นเหตุให้เกิดปัญญา
เพื่อให้เกิดความชัดแจ้งในองค์มรรค เพื่อดำเนินอยู่ในองค์มรรคจนถึงผล
แต่นักภาวนากลับละเลย เมินเฉย
ไม่เห็นสาระสำคัญในกาย ไม่เห็นสาระสำคัญในศีล..ปกติปัจจุบันกายปัจจุบันศีลนี้ ...กลับไปเห็นสาระสำคัญในศีลที่เป็นข้อๆ
ข้อๆ
แล้วก็กลับไปเห็นสาระสำคัญในการภาวนา...ในส่วนที่เป็นนามธรรม สภาวธรรม สภาวะจิต
สภาวะอารมณ์ สภาวะกิเลส ...มันละเลยรากเหง้า พื้นฐาน
นี่เวลาพวกเราไปรับศีล พระท่านให้ศีลให้พร...สีเลนะ สุคะติง ยันติ สีเลนะ โภคะสัมปะทา สีเลนะ นิพพุตติง ยันติ ตัสมา สีลัง วิโสธะเย ...จะสำเร็จเข้าสู่นิพพานได้ด้วยศีลวิสุทธินี่...อันบริสุทธิ์ในศีล
ฟังกันเช้าค่ำนั่นแหละ เวลาเข้าวัดทำบุญให้ทานขอศีลอะไรนี่
จะต้องมีพระท่านบอกว่า สีเลนะ นิพพุตติง ยันติ ตัสมา สีลังวิโสธะเย ... สีลังวิโส
สีลวิโส คือศีลวิสุทธิ
แต่พวกเรากลับให้สาระสำคัญในศีลวิสุทธินี่น้อย
แล้วก็คลาดเคลื่อนในนัยยะของคำว่าศีลวิสุทธิ ศีลอันบริสุทธิ์ ...บริสุทธิ์กายจึงจะถึงคำว่าบริสุทธิ์ใจ
อันนี้ก็เป็นคำพูดที่มีมาตั้งแต่โบร่ำโบราณแล้ว
ทุกอย่างทำด้วยความบริสุทธิ์กายบริสุทธิ์ใจ
นี่ภาษาคำพูด ...แต่จริงๆ ไม่เคยบริสุทธิ์กายบริสุทธิ์ใจหรอก ปากว่าเฉยๆ
มันไม่เข้าถึงความบริสุทธิ์กายบริสุทธิ์ใจในความเป็นจริง
คำว่าบริสุทธิ์กาย...มันบริสุทธิ์ยังไง
เข้าถึงความบริสุทธิ์กายมันเข้าถึงยังไง
ทำยังไงถึงจะทำความบริสุทธิ์กายให้เกิดขึ้นได้ ...ตรงนี้ต้องมาเรียนรู้เรื่องของศีล
ตรงนี้ต้องเอาสติมาเรียนรู้กับกาย ที่มันมี ที่มันกำลังดำรงอยู่ในปัจจุบัน ...แล้วมันเฟ้น..สติ สมาธิ จะเป็นตัวเฟ้น
คัดกรอง สิ่งที่มันแอบอิงกับกายปัจจุบัน
นี่ไม่พูดในฐานะกายอดีตกายอนาคตเลยนะ ...อะไรที่มันแอบอิงอยู่กับกายปัจจุบันนี่ สติ สมาธิ และปัญญานี่ มันจะคัดกรองออก กลั่นกรอง แยบคาย โยสิโสมนสิการออก
จนเหลือแต่กายเน็ทๆ กายล้วนๆ
ที่ปราศจากมลทินแอบอิง เจือปน ครอบงำ ปิดบัง บิดเบือนจากสภาพที่แท้จริงของกาย ...ก็จะเข้าถึงวิสุทธิกาย ก็จะเข้าถึงวิสุทธิศีล เป็นครั้งเป็นคราวไป
ความรู้สึกแข็ง ตึง อ่อน แน่น หนัก เบา
ไหว นิ่ง อุ่น ร้อน หนาว เย็น ยวบยาบ ซาบซ่าน ...เหล่านี้คือความรู้สึกที่แท้จริงของกาย คือการปรากฏขึ้นของกายอย่างแท้จริง
คือความเป็นกายตามสภาพ
ที่ไม่ได้เกิดจากการเสกสรรปั้นแต่งของใครบุคคลใด ...จึงเรียกว่าเป็นกายปกติ กายธรรมดา
หรือกายศีล หรือกายวิสุทธิ...กายอันบริสุทธิ์
ปราศจากมลทิน...คือความคิด ความเห็น
ความปรุงแต่ง ความหมายมั่น ความเชื่อ ภาษา บัญญัติ ตำรา อดีต อนาคต ...เห็นมั้ย
ตัวมลทินที่มันมาครอบงำกายนี่ มันเนื่องมาจากจิตล้วนๆ
แล้วมันจะเห็นกายบริสุทธิ์ได้ด้วยวิธีการใดเล่า
ถ้าไม่ใช่ด้วยสัมมาสมาธิ..ใช่ไหม ...แล้วทำกันบ้างไหมเนี่ย เออ ไม่ใช่ว่าทำแค่พอผ่านไปที
แค่นั้นน่ะมันจะพอมั้ย
มันจะพอล้มล้างได้มั้ย ...กับกิเลสที่มันนอนเนื่อง จมแช่
ให้มันเผลอไผล ล่องลอยออกจากก้อนกายก้อนศีลในปัจจุบัน
แต่ให้มันเห็นซ้ำซากลงในก้อนนี้...ที่นี้ที่เดียว
เวลาเดียว ...รู้ไหมเวลาเดียวคือเวลาไหน ...คือเวลาปัจจุบัน
ถือเวลาปัจจุบันเป็นเวลาเดียว
กายมันไม่หนีไปไหนหรอก
เขาก็แสดงความเป็นจริง..หัวจรดตีนเนี่ย..วันยังค่ำ ไม่เคยมิดเม้ม ไม่เคยปิดบัง
ไม่เคยแอบ ไม่เคยซ่อน ...เขาประกาศความเป็นจริง ทุกปัจจุบันไป
มันต้องไปค้นไปหาที่ไหนไหมเนี่ย
มันต้องไปทำขึ้นมาใหม่ไหมเนี่ย มันต้องไปออกแรงแบกหามไหม มันต้องไปลงทุนทำบุญ ไปรอผลบุญในภายภาคหน้าไหม
มันต้องลงทุนมาเชียงใหม่มั้ย
มันต้องลงทุนมานั่งอยู่หน้าอาจารย์มั้ย มันต้องเปลี่ยนเป็นท่านั่งขัดสมาธิเพชรสองชั้นหรือสี่ชั้นไหม ...มันถึงจะเห็นอันนี้ขึ้นมาได้นี่ หือ มันง่ายเกินไปไหมเนี่ย
เออ ก็เพราะไอ้มันง่ายเกินไปนี่ กูเลยไม่ค่อยเชื่อ...ไม่น่าจะใช่ พระพุทธเจ้าท่านน่าจะสอนอะไรที่มันยากกว่านี้รึเปล่า ละเอียดลึกซึ้งกว่านี้รึเปล่า...เอาที่ไหนมาพูด อมพระมาพูดก็ไม่เชื่อ
แต่มึงต้องเชื่อ เพราะกูเป็นพระพูด...ไม่ได้อมพระมาพูด แต่กูเป็นพระมาพูด มึงต้องเชื่อ ...เออ
ถ้าอมพระมาพูด..ไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร แต่นี่เป็นพระมาพูดนี่ต้องเชื่อซะบ้าง
ไม่ได้โกหก ...เถียงมาดิ ไอ้ที่พูดมามันไม่จริง เถียงได้มั้ย
โยม – ไม่ได้เจ้าค่ะ จริงเจ้าค่ะ
พระอาจารย์ – จริง แต่หนูไม่ทำอ่ะ ...มันไปเข้าใจว่าอันนั้นจริงกว่า
บางครั้งก็อันโน้นก็น่าจะจริงกว่า เห็นมั้ย มันเสนอแนะ
ท่ามกลางกายใจมันจะมีตัวนี้เสนอแนะ
สัญญาบ้าง ความเห็นบ้าง
ถ้อยคำคำพูดคนนั้นคนนี้บ้าง นั่น ไอ้ห้อยกับไอ้โหน เดี๋ยวก็ห้อยเดี๋ยวก็โหนมาแล้ว
ผุดโผล่อะไรขึ้นมา ...ถ้าไปหลงเพลินกับมันนะ หรือไปจดจ้องเอาความหมายกับมันนะ
กายใจปัจจุบันนี่
จะค่อยลางเลือนไปเรื่อยๆๆๆ ไม่มั่นคงแล้ว ใช่มั้ย ...มาสะดุ้งตื่นอีกที เอ๊ะ
กูไปไหนมาตั้งนานวะนี่ ...เนี่ย เจ๊กลากไปเดี๋ยวไทยก็ลากกลับ ...ตัวที่ลากกลับนั่นเขาเรียกว่าสติ
แต่สติก็ยังไม่ถึงพร้อมถึงสัมมาสติ
ถ้ายังไม่มาลงที่ฐานศีลฐานกายปัจจุบัน ...ก็ได้เป็นแค่สติลอยๆ
ซึ่งพวกเรามีอยู่ประจำน่ะ ใช้กันประจำน่ะ
แบบรู้ตรงนั้นรู้ตรงนี้ รู้ตรงนั้นบ้าง ตรงนี้บ้าง นั่นแหละสติลอยๆ แล้วก็วูบหายไป ...สติก็ไม่เที่ยง
เพราะนั้นสมาธิหนูก็ไม่ค่อยเที่ยงเหมือนกัน
เพราะสติมันไม่เที่ยงน่ะ...จริง
สติไม่เที่ยง ...แต่ถ้าเป็นสติ...สัมมาสติที่ทำบ่อยๆ ด้วยความต่อเนื่องแล้ว...นั่นน่ะจะเกิดสัมปชัญญะ
จิตก็ไม่เที่ยง ...แต่ถ้าทำสติสัมปชัญญะบ่อยๆ
จิตผู้รู้จะเที่ยงขึ้นมา...ดูเหมือนเที่ยงขึ้นมาเป็นชั่วครั้งชั่วคราว
เป็นพีเรียด เป็นนาที เป็นชั่วโมง
เพราะถ้าสมาธิไม่มั่นคงยืดยาวนี่
ปัญญาก็จะลางเลือน ความรู้เห็นชัดเจนต่อความเป็นจริงที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า...คือกายที่ไม่ใช่เรา
ก็จะไม่ชัด
มันก็จะมีจิตแอบแฝง...นั้นนี้โน้น
นั้นแขนนั้นขา นี่เรา นี่มันอ้วน นี่มันดำ นี่มันขาว นี่มันอย่างนั้นอย่างนี้ ...ถ้ามันมีจิตแอบแฝงเพราะส่ายแส่ออกมา กายตามความเป็นจริงก็ไม่ชัด
แต่อย่าไปสนใจมันว่าอย่างไร ...ก็น้อมระลึกด้วยสัมมาสติ หยั่งรู้ดูเห็นลงไปถึงความรู้สึกแท้ๆ ของมัน โดยไม่สนใจคำแอบอ้าง
ภาษา ความเห็นที่มันแอบอ้าง
ตั้งแต่อย่างหยาบคืออดีตอนาคต อย่างกลางคือแอบอ้างอยู่ในปัจจุบัน...ก็ไม่สนใจ ...จิตมันก็จะค่อยๆ
รวมมาเป็นหนึ่ง เหลือแค่รู้แค่เห็นตรงๆ กับกายที่ปรากฏอยู่ด้วยสภาพที่ตรงๆ ของมัน
กายตามความเป็นจริง
กายมหาภูตรูปตามความเป็นจริง ก็จะปรากฏด้วยความชัดเจนชัดแจ้ง ...ซึ่งจริงๆ
น่ะเขาปรากฏด้วยความชัดเจนชัดแจ้งอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้วแหละ
แต่มันมีอีแอบ...มาบัง มาคลุม
มาทำให้คลาดเคลื่อนไป ...แล้วไอ้บังคลุมนี่ยังไม่หนักหนาสาหัสเท่ากับพาออกไปเลย
จนไม่รู้เลยว่ากายนี้มีอยู่ในโลกนี้ ...ไอ้นี่เขาเรียกว่าสาหัส
แล้วยังสนับสนุนให้มันไปแบบหลุดโลก...นี่
ไอ้นี่เขาเรียกว่าเกินเยียวยา …ลักษณะเกินเยียวยานี่ต้องระดับไหนรู้มั้ย...ไม้หน้าสามอัดเข้าไป ดูซิมึงจะไปมั้ย
เจอไม้หน้าสามสักสี่ห้าทีนี่ ดูซิ
มึงอยากไปนัก อัดมันจน “หนูไม่เอาแล้วค่ะ..ผมไม่ไปแล้วครับ” ...อยู่เลยๆ อยู่แบบเหงาๆ
หง่าวๆ ...ภาษาเหนือว่าง่อม รู้จักมั้ยภาษาเหนือ “ง่อม”
โยม – แปลว่าอะไรคะ
โยม (อีกคน) – เหงาๆ ไม่มีอะไรทำ
พระอาจารย์ – จิตเรานี่ ความรู้สึกของเรานี่
เกลียดและกลัวปัจจุบันที่สุด ...เพราะเวลามันอยู่กับปัจจุบันจริงๆ แล้วมันจะรู้สึกว่าจืดชืด... “ไม่มีอะไร” นั่น แล้วมันจะรู้สึกเซ็ง เบื่อ
เพราะมันไม่มีอะไรเป็นอารมณ์ที่พึงพอใจ...ไอ้ที่พึงพอใจนี่...ของใคร หือ
โยม – ของเรา
พระอาจารย์ – อือ แปลว่าอะไร ...แปลว่าระหว่างที่มันเหงา
ง่อมอยู่นี่...หนูกำลังไดเอ็ทอยู่ค่ะ เข้าใจคำว่าไดเอ็ทไหม... ไดเอ็ท “เรา”
ไม่ให้อาหารการกินแก่ “เรา”
อยากผอมไหมล่ะ ก่อนที่จะทำให้มันตาย
ต้องทำให้มันผอมก่อน ไม่หาอะไรมาป้อนให้มันกิน ...แล้วจะทำยังไงกับมันดีล่ะเวลาอดอาหารแล้วอยากกินน่ะ...ก็ อดทน..เพื่อสิ่งที่ดีกว่า
ถ้ามันไม่มีความอดทนในคนที่อ้วนนะว่าจะอดอาหารไปเพื่ออะไร มันจะยอมอดไหม ใช่มั้ย ...นั่น เป้าหมายคือนิพพาน
เป้าหมายคือทำลายล้างความเป็นเรา
ตรงนี้คือสัจจะธิษฐาน
ตรงนี้ท่านเรียกว่าสัจจาธิษฐาน ตรงนี้ที่ท่านเรียกว่าอธิษฐานบารมี
ตรงนี้ที่เรียกว่า ทำความแจ้งในนิพพาน ...เป็นความปรารภอันยิ่ง ถือเป็นมงคลหนึ่งในสามสิบแปดข้อเลย
นี่มันถึงจะมีกำลัง ถึงจะอดทนได้
ด้วยความขันติ ...เหงาก็เหงาวะ ไม่ได้อะไรก็ไม่ได้อะไรวะ ไม่เกิดสภาวะอะไรก็ไม่เกิด ...รู้สึก "เรา" จะแฟบลง มันไม่อู้ฟู่ฟูฟ่อง
ไม่อย่างนั้นมันจะเป็นแบบ...คือพวกเรานักปฏิบัติ ก็เหมือนจากระดับพลทหารน่ะ มันก็พยายามจะขึ้นเป็นสัญญาบัตรให้ได้น่ะ
ถ้าให้ดีก็ขอให้ตายในหน้าที่ก็ได้เก้าขั้นล่ะวะกู
ก็จะได้เอาเครื่องแบบมาไว้หน้าโลงศพ ได้เป็นนายพลแล้วกัน อย่างเก่งก็พลตรีโว้ย ...แต่เป็นเครื่องแบบที่ไว้หน้าโลงศพนะ มันไม่มีสิทธิ์ใส่จริงน่ะสิ
เขามีแต่ยิ่งภาวนายิ่งลดขั้นลงน่ะ ยิ่งลดความหมายมั่นในเรา ยิ่งลดความรู้สึกเป็นเจ้าเข้าเจ้าของในเรา
ยิ่งลดลงซึ่งความครอบครองว่านี้เป็นเรานี้เป็นของเรา จนหมดสิ้นซึ่งความรู้สึกว่าเป็นเราไปครอบครองสิ่งใดสิ่งหนึ่งเลย
แล้วดูกันสิว่าเราภาวนานี่มันตรงข้ามกับผลอันนี้รึเปล่า ...มันผิดตั้งแต่วิ่งออกจากซองแล้ว ม้าน่ะ เส้นชัยเขาไปทางนี้ กูวิ่งหันหลังกลับ ...เพราะอะไร ...เพราะทั้งคอกมันวิ่งไปทางนั้นน่ะ
แล้วก็คุยกันหนุงหนิงๆ กินลมชมวิว ...บางคนก็ไม่ได้วิ่ง เดินชมวิว คุยถึงสภาวะแวดล้อมทิวทัศน์งดงามดีนะ วิ่งหันหลังกัน
คุยกันไปคุยกันมา... “เดี๋ยวเราก็ถึงนิพพานด้วยกันแล้วนะ”
พ่อที่อยู่นิพพาน ครูบาอาจารย์ที่อยู่บนโลก
ท่านมองดูแล้วเป็นงงว่ะ มันไปไหนกันวะเนี่ย ...เฮ้ย มึงไปไหนกัน กูสอนให้มาทางนี้
มึงไปทางนั้นได้ยังไง
เออ มันก็คุยกันหนุงหนิงหงุงหงิง...เธอเป็นยังไง ชั้นเป็นยังงี้ ...สมัครสมานสามัคคี แล้วยังหมายด้วยนะ ...“เราคงถึงเส้นชัยสักวันหนึ่งน่ะ”
การปฏิบัติที่ไม่ตรงต่อศีลสมาธิปัญญา
การปฏิบัติที่ออกนอกศีลสมาธิปัญญา การปฏิบัติที่ออกนอกมรรค ...หมายความว่ามันเป็นการปฏิบัติที่ออกนอกผลอันประเสริฐ อันเป็นเลิศ...คือนิพพาน
ผลอันประเสริฐ ผลอันเป็นเลิศ
คือนิพพานนะ ...ผลอย่างอื่นไม่เรียกว่าเป็นผลอันประเสริฐเลย
เป็นผลอันเป็นเหตุให้เกิดความติดและข้อง และสืบเนื่องต่อไม่จบและสิ้น
นั่น ท่านจึงไม่เรียกว่าเป็นผลอันประเสริฐ ...เพราะว่าการปฏิบัติที่นอกองค์มรรคนี่ ไม่ใช่ว่ามันจะไม่บังเกิดผลนะ ...บังเกิด แต่เป็นผลอันไม่จบและสิ้น
เพราะนั้นตลอดชีวิตนี่ ถ้ารักษาแค่สองอย่างได้
โดยไม่ลืม ไม่เว้น ไม่ห่าง ไม่หาย ไม่ขาดเลยจากกายและใจนี่ ...ใครทำได้อย่างนี้เรียกว่าเป็นผู้อันเลิศแล้ว
ไม่ต้องคิดมากเลยถึงขั้นตอนการปฏิบัติ
ไม่ต้องคิดมากถึงมรรคถึงผล ไม่ต้องคิดมากถึงภูมิธรรมเลย
ทำแค่นี้ ตลอดสาย แค่นี้...ยังคงเหลือแค่กายกับใจ ไม่ไปเห่อเหิมเจิมทะยานกับอะไรแม้แต่อณูธาตุอณูธรรมหนึ่ง
ก็เรียกว่าชิตังเมแล้ว ...ชิตังเมแปลว่าผู้ชนะ
(ต่อแทร็ก 15/31)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น