พระอาจารย์
15/23 (570711A)
11 กรกฎาคม 2557
พระอาจารย์ – นั่งอยู่ตรงนี้
อยู่ตรงปัจจุบัน อยู่ตรงนี้...แล้วไม่คิด ไม่มีเรื่อง เห็นมั้ย
เรื่องราวนี่มันเกิดเพราะคิดขึ้นมาเอง ...แต่พอไม่คิด
หยุดคิดซะ มันก็จะเห็นว่าหมดเรื่องไปเองน่ะ เรื่องก็ไม่มี
แต่คราวนี้ว่ามันอดไม่ได้ที่จะต้องคิดน่ะ ...ตรงนี้ที่เราจะต้องรักษาจิต รักษาความรู้เนื้อรู้ตัวเอาไว้
แล้วอยู่กับการที่ไม่มีความคิดบ่อยๆ ...ลองอยู่แบบไม่มีความคิดอยู่บ่อยๆ
ลองอยู่โดยที่ไม่อาศัยความคิด
ลองอยู่แบบไม่อาศัยอารมณ์บ่อยๆ อยู่เฉยๆ ...ทำความคุ้นเคยกับการรู้เห็นแบบเฉยๆ ว่านั่งเฉยๆ ก็รู้ว่านั่งเฉยๆ
ไม่ต้องไปหาสุขหาทุกข์ในการนั่งหรอก
รู้ว่าเป็นความรู้สึกนี้เฉยๆ คุ้นเคยกับมัน
แล้วจะรู้ว่า เออเฮ้ย
อยู่แบบไม่มีตัวเรา อยู่แบบไม่มีอดีต อยู่แบบไม่มีรากเหง้าปัจจุบัน
อยู่แบบคนไม่มีสัญชาติ ...เห็นมั้ย อยู่แบบไม่มีเรานี่อยู่แบบคนไม่มีสัญชาติเลยนะ
ไม่มีสัญชาติไทย สัญชาติพม่า ไม่มีสัญชาติเหนือลาวใต้อีสาน
ไม่มีสัญชาติสัญลักษณ์ชายหญิง ไม่มีสถานะต่างๆ ที่มันละเมอเพ้อพกขึ้นมาว่าเราเป็นนั้น เราเป็นนี้
นี่ อยู่แบบนั่งแล้วรู้ว่านั่งเฉยๆ นี่
อยู่แบบคนไร้รากเหง้า ...อยู่กับมันง่ายๆ
อยู่กับมันเรื่อยๆ อยู่กับมันไปนานๆ แล้วจะเห็นว่า ภาวะนี้แหละ
ที่พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าไร้ทุกข์ ไร้สุข
ไม่ใช่ไร้ทุกข์อย่างเดียวนะ ไร้สุขด้วย...เพราะมันไม่มีเรา ...เมื่อไม่มีเราเมื่อไหร่ มันไม่มีสุขมีทุกข์หรอก ...แล้วภาวะที่มันไร้สุขไร้ทุกข์นี่แหละ
มันจะไร้ภพไร้ชาติ
ตอนนี้ไร้ภพไร้ชาติแล้ว ในปัจจุบันนี่ไร้ภพไร้ชาติ
แต่มันยังไม่หมดภพหมดชาตินะ ...เพราะอะไร ...เพราะว่าภายในนี่มันยังพร้อมที่จะสร้างภพและชาติอยู่ตลอด
แต่ว่าในปัจจุบันขณะที่อยู่ในองค์มรรคนี่ จะไร้ภพไร้ชาติอยู่ในปัจจุบัน ...ก็อย่าไปเสียดายภพชาติ อย่าไปเสียดายความคิดนึกปรุงแต่ง ข้างหน้า ข้างหลัง อย่าไปเสียดาย ...อยู่แบบไร้ภพไร้ชาตินั่นแหละ
ว่างๆ เงียบๆ
ปราศจากอารมณ์ ...มีแต่ความรู้สึกในการนั่ง มีแต่ความรู้สึกในการเดิน มีแต่ความรู้สึกในการหมุนหัน
มีแต่ความรู้สึกในการเคี้ยวการกลืน มีแต่ความรู้สึกตึง แน่น อ่อน ไหว หนัก เบา
นั่นแหละ ฝึก
ให้มันคุ้นเคยกับภาวะที่ไร้ภพไร้ชาติ ...แล้วมันจะเห็นเองว่า
ที่ไหนที่ปราศจากทุกข์และสุข ที่นั้นแหละดี
ควร และชอบ ไม่ก่อทุกข์ไม่ก่อสุขขึ้นมา ที่นั้นน่ะควรและชอบ
แต่พออยู่ไป ด้วยความไม่คุ้นเคยนี่
มันอดไม่ได้ที่จะไปหาสุข ...ทำนั่นนิด
ทำนี่หน่อยดีมั้ย เพลินดี นี่ หาความเพลินนะ หาไลน์เปิดไลน์ เพลิน หาข้อมูลตามเว็บนี่ เพลินนะ นี่หาความสุขนะ
นี่ มาทดแทนที่ไม่มีอารมณ์ อยู่เฉยๆ นี่ ให้นั่งเฉยๆ คนสมัยนี้ พอไม่มีอารมณ์มากๆ มันก็จะบอกว่า
เหงา หง่าว ง่อม ภาษาเหนือเรียกง่อม ...ก็เอาอีกแล้ว หาเรื่องอีกแล้ว
หาอะไรที่มันจะอยู่ได้ ...ให้ “เรา” อยู่ได้
เห็นมั้ย มันจะหาอะไรให้ “เรา”
อยู่ได้ นี่ก็บอกอยู่แล้วว่าหาอะไรเพื่อให้ “เรา” อยู่ได้ …ไอ้ที่ภาวนานี่คือ
ไม่ให้ “เรา” อยู่ได้ ไม่ให้มีเราเป็นที่เหงาที่อะไรที่เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงให้เรานี่อยู่ได้
แต่มันก็จะบอกว่า หาอะไรให้ “เรา”
อยู่ได้ ...เพราะถ้า “เรา” อยู่ไม่ได้นี่ มันจะแสดงอาการหรือความรู้สึกว่า “เรา”
จะตายซะให้ได้ ...เวลาไม่มีอะไรเลยนี่ เหงา
เดินเหมือนหนูติดจั่น เหมือนเราจะตายซะให้ได้
มันก็เลยต้องหาทางทำอะไรก็ได้
เพื่อให้ “เรา” อยู่ได้ เออ มันบอกอย่างนั้น ...ทำไมจะต้องให้ “เรา” อยู่ได้ล่ะ
อยู่ให้มันเป็นทุกข์รึไง อยู่ให้เราหาสุขหาทุกข์ต่อไปข้างหน้าข้างหลังต่อไปเรื่อยๆ
ไม่จบไม่สิ้นรึไง
นี่ ไม่เข้าใจนะว่าไอ้ตัวเรานี่คือปัญหา ...เพราะไอ้มี “เรา” อยู่นั่นแหละ ปัญหาเลยไม่จบ ...พอไอ้ “เรา”
อยู่ไม่ได้ นานๆ ไปเรื่อยๆ จนรู้สึกได้ด้วยตัวเองว่า...ไม่มี “เรา” อยู่นี่ก็อยู่ได้ว่ะ
และถึงตรงนั้นน่ะ
จะเชื่อว่าพระพุทธเจ้าสอนอะไร
จะเห็นว่าที่พระพุทธเจ้าพากเพียรอบรมสั่งสอนมาสองพันห้าร้อยกว่าปีนี่
เพื่อให้เห็นว่า...เมื่อไม่มีเรานี่
แล้วอยู่กับภาวะที่ไม่มีเรานี่ มันดียังไง
สุข-ทุกข์มันเกิดขึ้นไม่ได้อย่างไร
อดีต-อนาคตเกิดขึ้นไม่ได้อย่างไร จนสุดท้ายปัจจุบันยังเกิดไม่ได้เลย
ถ้าทำไปเรื่อยๆ นะ ...แต่ถ้าความเพียรอ่อนด้อย
หรือว่าความอดทนน้อย ไปเปิดช่องให้มันคิดนะ
เอาแล้ว ยาวเลยแหละ ...เริ่มต้นแบบ Short Story ก่อน จากนั้นก็จะเริ่มเป็น Mini
siries แล้วจะมีภาคต่อด้วยนะ To be continue เรื่อยๆ ...คราวนี้ หลายภาคเลยแหละ ยิ่งกว่า Lord of the ring อีก
ไปเรื่อย
แล้วก็ตกลงกระแสเดิม ความคุ้นเคยเดิมๆ
เสร็จแล้วก็มานั่งบ่น...ทุกข์หนอ ทุกข์จัง ทำไมมีแต่ทุกข์ ทำไมมีแต่เรื่อง
เดี๋ยวก็เรื่องนั้นเรื่องนี้ ทำไมคนนั้นคนนี้อย่างนั้นอย่างนี้...เอ้า จะโทษใครดี หือ
จะโทษโลกเหรอ จะโทษสัตว์บุคคลเหรอ ...นี่ งอนิ้วไว้บ้างๆ
ไอ้ที่ชี้โทษออกไปน่ะ ให้งอมาชี้ที่ตัว “มึงนั่นแหละๆ” ปัญหามันไม่ได้อยู่นั่น...แต่มึงนี่แหละ พอมันจะไป...ก็มึงนี่แหละ
ต้องแก้อย่างนี้
พระพุทธเจ้าสอนให้แก้ตรงนี้นะ ไม่ได้ให้ไปปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแก้ไขธรรมชาติเลย ...นี่ก็มาจากส่วนอนุรักษ์ธรรมชาติ ให้อนุรักษ์ธรรมชาติ ให้รักษาไว้
เพราะอะไร ...เพราะมนุษย์มันคอยแต่จะเปลี่ยนธรรมชาติ ...แล้วเวลาเปลี่ยนมันไม่เปลี่ยนในแง่ดีหรอก
เปลี่ยนในแง่ทำลายล้าง เพื่อให้เกิดผลประโยชน์ของ “เรา”
เนี่ย การแก้ของมนุษย์นี่ มันเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของเราทั้งนั้นแหละ
ปากก็พูดว่าประโยชน์ของคนอื่น แต่จริงๆ คือเพื่อเราทั้งนั้นแหละ มันทำลายหมดน่ะ
พระพุทธเจ้าก็เลยสอนว่าให้อนุรักษ์ไว้
ให้ยั่งยืน ให้ธรรมชาตินั้นเป็นไปตามระบบของเขา เกิดเอง ตั้งเอง ดับเอง ไม่ได้ให้ไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขอะไร
แล้วก็มาเริ่มต้นกับธรรมชาติของขันธ์ก่อน
ธรรมชาติของตัวกายตัวความคิด ตัวที่มันรวมเป็นระบบของขันธ์ ตัวตนของเรานี่แหละ ...ให้มาเรียนรู้กับธรรมชาติของขันธ์
ให้มาเห็นความเป็นธรรมชาติของขันธ์
ให้มาเข้าใจธรรมชาติที่แท้จริงของขันธ์ว่าธรรมชาติของขันธ์นี่ ธรรมชาติของกายนี่
ธรรมชาติของการยืนเดินนั่งนอน ธรรมชาติของความรู้สึกในตัวกาย เวทนาในกาย
นี่
ธรรมชาติที่แท้จริงของเขานี่ มันขึ้นอยู่กับใคร ...ตามความเป็นจริงแล้วมันขึ้นอยู่กับอะไร มันขึ้นอยู่กับใคร หรือมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับใครเลยคนใดเลย
จนกว่ามันจะเห็นความเป็นจริงอย่างที่พระพุทธเจ้า..ตามที่พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับใคร
มันไม่ได้ขึ้นกับอารมณ์ของใคร มันไม่ได้ขึ้นกับเจตนาของใคร
แต่มันขึ้นกับเหตุปัจจัยแวดล้อม
มันขึ้นอยู่กับธรรมชาติแวดล้อม มันขึ้นอยู่กับความเป็นไปของระบบธรรมชาติที่แวดล้อม
ทั้งในอดีต ทั้งในอนาคต ทั้งในปัจจุบัน ...มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับใคร
เพราะนั้นการที่กลับมารู้เห็นซ้ำซาก
บ่อยๆ มันจะเข้าใจระบบธรรมชาติของขันธ์ ระบบความเป็นจริงของธรรมชาติโดยรวม เห็นมั้ย พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนไกลเลย
พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้ไปหา ไปค้น ไปสร้างสิ่งที่ไม่มีอยู่เลย ...ท่านให้เห็นความเป็นจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏอยู่นี่
ให้เรียนรู้ความเป็นจริงที่กำลังปรากฏอยู่ตอนนี้ เดี๋ยวนี้ เวลานี้ ปัจจุบันนี้
ท่านไม่ได้ให้ไปค้นหาอะไร ท่านไม่ได้ให้ไปสร้าง ท่านไม่ได้ให้ไปหาความเป็นจริงที่ไหนเลย
ที่นอกเหนือจากนี้ไป นี่ เข้าใจมั้ย ...ที่นอกเหนือจาก “ที่นี้” ไป
ปัจจุบันนี่แสดงความเป็นจริงอยู่ตลอดเวลา
ปัจจุบันขันธ์แสดงความเป็นจริงอยู่ตลอดเวลา ยืนเดินนั่งนอน ทุกการยืน การเดิน
การนั่ง การนอน เขาแสดงความเป็นจริงของกายอยู่ตลอดเวลา
ว่า “นี้”ไม่ใช่เรา ว่า “นี้”
เป็นเพียงอาการ ว่า “นี้” เป็นเพียงแค่การปรากฏขึ้น ไม่ได้ขึ้นกับเรา ...เป็นการปรากฏขึ้นเฉยๆ เป็นการปรากฏขึ้นที่ไม่ได้อยู่ในอำนาจของสัตว์บุคคลใด
นี่ เป็นการปรากฏขึ้นตามเหตุและปัจจัยอันควร ตั้งอยู่ตามเหตุปัจจัยตามอันควร และดับไปเมื่อหมดเหตุปัจจัยอันควร แค่นั้นเอง
ดู รู้ เห็น ซ้ำซากๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก
ไม่เปลี่ยนที่ ไม่เปลี่ยนเวลา ...จนมันเกิดความถ่องแท้
จนมันเกิดความชัดเจนในธรรม จนมันเกิดความเข้าถึงธรรม
จนมันเกิดความยอมรับสภาพธรรมตามจริง
จนมันไม่เข้าไปจัดการกับสภาพธรรมตามจริง จนมันหมดความเข้าไปหมายมั่นในสภาพธรรมนั้น ...นั่นแหละ จะเข้าใจว่าผลในองค์มรรคคืออะไร
การไม่เข้าไปครอบครองจับจองในสรรพสิ่ง
การไม่เข้าไปหมายในอดีตอนาคตของสรรพสิ่ง นั่นแหละที่พระพุทธเจ้าบอกว่า
จะทำให้เหตุปัจจัยในการก่อเกิดมามีขันธ์ต่อไปในอนาคต จะหมดสิ้นไป
หมายความว่า
มันจะเข้าไปหยุดการก่อเกิดไปในอนาคต
ที่จะมีขันธ์สืบเนื่องจากขันธ์นี้เมื่อหมดวาระขันธ์ ...เมื่อไม่มีขันธ์ ผลของการที่ไม่มีขันธ์คืออะไร
ขันธ์...ภารหะเว ปัญจักขันธา ขันธ์ห้านี้เป็นทุกข์
เมื่อไม่มีขันธ์
มันจะไม่มีภารหเว มันจะไม่มีขันธ์เป็นภาระ...ให้ต้องแบก ให้ต้องมาทนอยู่กับมัน
ให้ต้องคอยหล่อเลี้ยงดูแลมัน ให้ต้องคอยประคับประคองมัน ...ภาระทั้งนั้นน่ะ
ถ้าไม่มีขันธ์ มันก็ไม่มีภาระเหล่านี้
นี่คือภาระในกองขันธ์ที่ต้องดูแล และที่จะต้องทนอยู่กับมัน เมื่อมันแสดงอาการต่างๆ
นานา นี่ภาระของขันธ์ ที่เป็นภาระในตัวของมันเอง
แล้วยังมีภาระที่ล้อมรอบขันธ์อีก ในการเห็น ในการได้ยิน ในการได้กลิ่นได้รส ในการสัมผัสสัมพันธ์กับโลก
ในการปฏิสัมพันธ์กับบุคคล ...มันยังมีทุกข์ล้อมรอบขันธ์อยู่อีก
ทุกข์ทั้งสิ้นเลยน่ะ การก่อเกิด
การตั้งอยู่ การมีเป็นนี่ ...ถ้ามีขันธ์แล้วมันจะมีการตั้งขึ้น การก่อเกิด
การปรากฏขึ้น ทางรูป ทางเสียง ทางกลิ่น ตลอดเวลา ไม่หยุดหย่อนไม่พักผ่อนเลย
เพราะนั้น เห็นมั้ยว่า
ถ้ามันไม่มีขันธ์เมื่อไหร่นี่ ...เรื่องหรือเหตุแห่งทุกข์ที่จะเกิดขึ้น แล้วมันจะมาเร้าให้เกิดความเป็นเรา ความเป็นของเรา นี่ มันไม่มี
ท่านถึงบอกว่า
ทุกข์นั้นจึงดับไปโดยสิ้นเชิง เมื่อไม่มีขันธ์ เมื่อหมดสิ้น หรือว่าท่านเรียกว่า
ดับขันธ์เข้าสู่นิพพาน ...ท่านเรียกว่าดับขันธ์เลยนะ ไม่ใช่สิ้นขันธ์นะ
ถ้าพวกเราตายนี่เขาเรียกว่าสิ้นขันธ์
เปลี่ยนขันธ์ ยังไม่เรียกว่าดับขันธ์ ...แต่พระอรหันต์นี่ท่านเรียกว่าดับขันธ์
ขันธ์นี้ดับ ขันธ์ปัจจุบันดับ ขันธ์อดีตดับ ขันธ์อนาคตดับ ...ดับ
ดับขันธ์ ...จึงเรียกว่าดับขันธ์เข้าสู่นิพพาน ...เพราะจะไม่มีขันธ์ต่อไปอีกแล้ว ชั่วอนันตกาล แปลว่า นี่หมดทุกข์โดยสิ้นเชิงเลย
ไม่ต้องมาเอาอะไรเป็นภาระแล้ว
แต่ตอนนี้พวกเราไม่เห็นเลยว่ามันเป็นภาระ ...นี่แหละปัญหา เข้าใจมั้ย มันตายใจอยู่กับขันธ์ สบายดี ไม่เห็นเป็นไรเลย อาจารย์ว่าทุกข์
ผมไม่เห็นทุกข์อ่ะ ...เอ้า มันเป็นอย่างงี้
จะให้ผมทิ้งไปทำไม
ยังใช้ประโยชน์ได้อีกตั้งนานตั้งเยอะ นี่ มันเห็นตรงข้ามกันอย่างนี้ ...ไอ้ตัวที่พาให้เห็นตรงข้ามอย่างนี้ ท่านเรียกว่ามิจฉาทิฏฐิ มันปิดบังน่ะ
พระพุทธเจ้าทุกพระองค์
พระอริยะทุกองค์ พระอรหันต์ทุกองค์ ท่านบอกว่าขันธ์นี้เป็นทุกข์ทั้งสิ้นนะ ...มีแต่พวกเรายืนยันกระต่ายขาเดียวว่าเป็นสุขอยู่ ไม่เห็นเป็นไรเลย
ขนาดแก่จนผมหงอกแล้ว
นี่ยังแค่เห็นเป็นทุกข์ “บ้าง” แค่นั้นนะ ยังไม่เห็นทุกข์โดยตลอด แค่เห็น “บ้าง”
เหมือนกัน แต่ไม่เห็นตลอดน่ะ
ยังหวังพึ่งดีพึ่งร้าย พึ่งเป็นพึ่งตายอยู่กับมันอยู่นะ
ยังคิดว่ามันสบายดีอยู่
ยังสบาย ยังวางใจกับมันได้อยู่นะ ...มันไม่เห็นโดยตลอดเลยว่าขันธ์นี้เป็นทุกข์โดยตลอดเวลาเลย แล้วมันจะทิ้งได้ยังไงล่ะ
มันยังเผื่อเหลือเผื่อขาดไปข้างหน้าได้อีก
มันไม่ยอมทิ้งโดยสิ้นเชิงเลย มันยังตายใจอยู่ในขันธ์นี่ ยังมีการพาขันธ์นี้
อาศัยขันธ์นี้ ไปใช้สายตา ไปใช้หู ไปใช้ความคิด ...แล้วได้เสพสุขของเราได้
นี่ ได้บรรเทาทุกข์ด้วยการพามันไปเสพสุข ...เวลาเราเกิดทุกข์ใดทุกข์หนึ่งที่มาแบบไม่ได้ตั้งใจไม่ได้สบอารมณ์
มันยังสามารถอาศัยขันธ์นี่ไปหาสุขมากลบเกลื่อน มาทดแทน
มันก็ยังเห็นว่ามันยังอิงประโยชน์ของขันธ์อยู่
ยังเป็นประโยชน์ในสาระของประโยชน์ในขันธ์นี้อยู่ ...มันก็ไม่ทิ้ง มันไม่วาง
มันไม่ปล่อย
มันไม่ทิ้งขันธ์
มันก็ยังหมายว่าขันธ์นี้เป็นเรา..เป็นประโยชน์ของเราได้อยู่ ยังหาสุขมาเสพ
มาเป็นที่พึ่ง มาเสวยเป็นอารมณ์ได้ ...นี่ กิเลสมันปิดบัง
(ต่อแทร็ก 15/24)


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น