วันพฤหัสบดีที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 15/21


พระอาจารย์
15/21 (570701B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
1 กรกฎาคม 2557


พระอาจารย์ –  เพราะนั้นปัญหาทุกปัญหานี่ ...ศีลสมาธิปัญญาแก้ได้หมด และแก้ได้จริง และแก้ได้จบด้วย และแก้ได้เป็นที่สุดด้วย ... ถ้าแก้ด้วยวิธีอื่นน่ะ...แก้ไม่ได้ ...ได้ก็ชั่วคราว แต่ไม่จบ

เพราะมันจะมีความคาดหมาย ความคาดหวัง ที่มันไม่รู้จักสิ้นสุด ด้วยอำนาจของตัณหาภายใน มันไม่มีวันจบ ...ได้เท่านี้ก็จะเอาเท่านั้น ได้เท่านั้นก็จะเอาเท่าโน้น ไปเรื่อยๆ ...มันจึงไม่มีทางแก้ได้

แต่ถ้าแก้ด้วยวิถีแห่งพระพุทธเจ้าบอก คือใช้ศีลสมาธิปัญญาแก้ ...มันแก้ได้  มันเย็น แก้ด้วยความเย็นมันได้ ...แต่ในระหว่างที่แก้นี่ ต้องจำไว้อย่าง มันจะดูเหมือนต้องเป็นผู้เสียเปรียบอยู่ตลอด

คือมันจะต้องเป็นผู้ที่รองรับอารมณ์ เป็นผู้ที่เหมือนถูกกระทำตลอด ถูกล่วงเกินตลอด เหล่านี้...ในระหว่างที่มันแก้ด้วยศีลสมาธิปัญญานี่

เพราะนั้นการที่คนทั่วไปนี่ เวลามันเจอประสบกับปัญหาอะไร แล้วมันไม่สามารถเอาศีลสมาธิปัญญาแก้ได้ ...เพราะมันจะรู้สึกว่าตัวเองน่ะเสียเปรียบ ถูกล่วงเกินอยู่แบบข้างเดียวตลอด แล้วมันทานทนไม่ได้

แต่ถ้าเป็นผู้ที่มีรากฐานของการภาวนา คือภาวนาเป็นนิจ หรือภาวนาอยู่ประจำในขณะที่อยู่ดีมีสุข ไม่มีทุกข์เรื่องราวใดๆ ประสบพบพานขึ้นมา ...นี่ มันก็เหมือนกับการสร้างฐาน

เมื่อสร้างฐานของการมีศีลสมาธิปัญญาอยู่ในระดับเป็นนิจ ในระดับเป็นประจำอยู่ตลอด ...มันก็มีพื้นฐาน เหมือนกับเตรียมพร้อมไว้ก่อน เมื่อมีเวลามันเจอเหตุการณ์ที่จะเป็นปัญหาอะไรขึ้นมา

ด้วยวิสัยที่มันเคยมี เคยสร้าง เคยทำในศีลสมาธิปัญญาเตรียมพร้อมมาไว้ ...มันจึงสามารถเข้าไปรองรับอารมณ์ที่ถูกล่วงเกิน ที่ดูเหมือนถูกกระทำข้างเดียวได้...ด้วยความอดทนและตั้งมั่น

และตรงนั้นน่ะ ปัญญามันก็จะเกิด ...อย่างที่เราบอกว่า มันก็จะเกิดทบทวนหาสาเหตุอยู่ภายใน  ไม่ใช่ไปหาสาเหตุภายนอกนะ ...มันจะหาสาเหตุภายในที่ว่าเป็นต้นตอของทุกข์จริงๆ คือสมุทัย

แล้วก็จะได้จับ...จับที่เหตุนั้นได้  แล้วก็แก้ที่เหตุนั้นได้ตรง แล้วก็แก้ได้ตรงต่อเหตุนั้นๆ ...ทุกข์มันก็จะสลายไปให้เห็นคาหูคาตานั้นเลยแหละ

คำว่าทุกข์สลายไป...คือทุกข์ของเรานะ  ไม่ใช่ทุกข์ของเรื่องราวนะ ...ความเป็นเจ้าของทุกข์ก็จะสลายไปให้เห็นเป็นปัจจุบัน 

นี่ ไม่ต้องรอภพหน้าชาติหน้า...ให้มาเกิดใหม่แล้วไม่มีทุกข์นะ ...มันก็จะเกิดความสลายทุกข์ คลายจากทุกข์ อย่างเป็นปัจจุบันทันด่วนตรงนั้นได้เลย

เมื่อมันเห็นถึงการเข้าไปสลายทุกข์ดับทุกข์ได้ที่เหตุ มันก็เกิดความเชื่อมั่น...เชื่อมั่นในการปฏิบัติต่อศีลสมาธิปัญญา ใช้ศีลสมาธิปัญญาเป็นเครื่องปฏิบัติต่อทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงนี่

มันก็เกิดกำลังใจ มันก็เกิดความเชื่อมั่นว่าแก้ได้จริง ว่าวิถีแห่งพุทธ วิถีแห่งพระพุทธเจ้า วิถีแห่งมรรค วิถีแห่งศีลสมาธิปัญญานี่ แก้ทุกข์ได้จริง ...ไม่ได้แก้เรื่องราว แต่มันแก้ทุกข์ของเราได้จริง

ทีนี้มันก็ไม่กลัวแล้ว ค่อนข้างมีกำลังใจที่จะกล้าเผชิญต่อทุกสภาวะทุกข์...ทั้งที่อยู่ในปัจจุบัน ทั้งที่ยังมาไม่ถึงคือในอนาคต ...มันก็ไม่กลัว

มันก็สามารถที่จะเผชิญกับทุกสิ่งด้วยความไม่ประหวั่นพรั่นพรึง  ไม่หนี ไม่หันหลังหนี  ไม่เบี่ยงเบน ไม่หาตัวช่วย ...นี่ มันจะมีกำลังอยู่ในตัวของมันด้วยศีลสมาธิปัญญา

แล้วจากนั้นไปมันก็จะก้าวข้ามสภาวะทุกข์ภายในภายนอก ที่ดูเหมือนมันจะมาทับถมขึ้นไปเรื่อยๆ ให้เรียนรู้ ...นี่ด้วยอำนาจของกรรมและวิบากที่กระทำมานับภพนับชาติไม่ถ้วนน่ะ

มันก็จะไปดึงหรือไปสร้างสภาวะกรรม ทั้งเป็นกุศลและเป็นอกุศล...ซึ่งส่วนมากจะเป็นแต่อกุศล ไม่ใช่กุศลหรอก ...เพราะไอ้กุศลมันก็มาใช้อยู่ตรงที่ว่าพาให้น้อมนำจิตอยู่ในศีลสมาธิปัญญานี่

เพราะนั้นสิ่งที่มันจะเจอนั่นน่ะ...เบื้องหน้ามันนี่ จะเจอแต่ทุกข์ คืออกุศลซะส่วนใหญ่ ...เพราะนั้นมันก็จะเป็นการเรียนรู้ ให้เกิดความก้าวข้าม...ลุล่วง

เรียกว่าทำความรู้แจ้งแทงตลอดในทุกสภาวการณ์ ทุกสภาวะอารมณ์ ทุกสภาวะบุคคล ทุกสภาวะเรื่องราว

ในขณะเดียวกัน พอมันไม่มีสภาวะภายนอกที่จะต้องพิจารณาถึงต้นตอสาเหตุแล้ว มันอยู่ของมันเฉยๆ มันก็พิจารณาภายใน...ในองค์ขันธ์ ในองค์กาย ในความเป็นไปของกาย ในความเป็นไปของขันธ์ อยู่เป็นกิจวัตร

เหมือนกับลับมีด ฝนมีดให้คมอยู่เสมอ ...เหมือนกับสร้างเสบียงกรังในการก้าวเดินไปในมรรค โดยการดำรงชีวิตอยู่ในโลก ซึ่งไม่รู้ว่าจะเจออะไรบ้าง จะเจอใคร จะเจอเรื่องของใคร

นี่ จะมีเหตุการณ์ใดๆ ในโลก ที่มันมาบีบคั้นให้ทุกข์ทรมาน อึดอัด คับข้อง เร่าร้อน ...มันก็อยู่ด้วยความพรักพร้อมอยู่ตลอด แล้วก็ทำความรู้ทำความแจ้งอยู่ภายในขันธ์เป็นปกติวิสัย

อันไหนเป็นเรา อาการตรงไหนที่มันเป็นเราบ้าง อันไหนส่วนไหนที่มันยังว่าเป็นเราอยู่มั้ย ตรงนี้มั้ย ตรงนั้นมั้ย มันเป็นเรามั้ย ...ก็คอยตรวจสอบทบทวนลักษณะอาการของกาย ของจิต ของขันธ์ อยู่ตลอดเวลา

เพื่อลบล้างความเห็นความเชื่อแบบโง่แบบผิด...ว่าอันนั้นก็เรา อันนี้ก็เรา  นี่ ขาก็เรา หน้าก็เรา เมื่อยก็เรา ปวดก็เรา เห็นก็เรา ได้ยินก็เรา ความคิดก็เรา ความเห็นก็เรา สุขก็เรา ทุกข์ก็เรา

มันก็คอยดู คอยสังเกต ว่าแต่ละอาการที่มันขึ้นมา ปรากฏขึ้นมา ...มันเป็นเราได้อย่างไร มันเป็นเราตรงไหน มันเป็นเราจริงมั้ย หรือเป็นเราสักนิดนึงมั้ย ...หรือแท้จริงมันไม่เป็นอะไรเลย

นี่ ก็คอยสังเกตพิจารณาอยู่ภายใน ...ไม่อยู่ด้วยความปล่อยปละละเลย ไม่อยู่ด้วยความลุ่มหลงมัวเมาเผลอเพลิน หรือไม่อยู่กับความสนุกสนานเฮฮาไปกับอารมณ์ในโลก

มันก็ไม่ปล่อยเวลาให้มันล่วงผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ ...เวลามันต้องเผชิญกับวิถีกรรมวิบากกรรม ที่มันผูกอยู่กับสัตว์บุคคล มันก็ทำความรู้แจ้งรู้จริงไปกับแต่ละส่วนอาการของกายของขันธ์

ซึ่งส่วนใหญ่ที่เราจะให้เน้นย้ำ...คือส่วนของกาย  ลักษณะอาการของกายตรงนั้นตรงนี้ มันเกิดความรู้สึกในการยืน ในการเดิน ในการนั่ง

แล้วในความรู้สึกของในการนั่ง มันมีความรู้สึกอะไรบ้าง...มันแข็ง มันตึง มันหนา มันหนัก มันยืด มันหยุ่น มันนิ่ง มันร้อน มันไหว มันวูบ มันกระเพื่อม มันกระเทือน

นั่น ดู สังเกต แยบคายกับอาการที่มันปรากฏผุดโผล่ขึ้นมา...เป็นความรู้สึกใดความรู้สึกหนึ่งของกาย  ไม่ว่าจะเป็นส่วนบนส่วนล่าง ส่วนหน้าส่วนหลัง ส่วนซ้ายส่วนขวา...ก็ดูมันไป

ก็แยบคายว่ามันเป็นเรายังไง มันเป็นแค่ความรู้สึกหรือมันเป็นเรา อันไหนจริงกว่ากัน อันไหนที่มันยังว่าเป็นเรา ...ก็ดูไปด้วยความอดทน

จนถึงแก่นของการปรากฏของมันจริงๆ ว่า...อ้อ แท้ที่จริงมันไม่ใช่เรานี่ มันเป็นแค่ลักษณะอาการ ...เนี่ย ให้มันเห็นจนจิตมันยอม ยอมเป็นส่วนๆ ไป ว่านี่...มันไม่ใช่เราจริงๆ

แต่ถ้ามันไปติดไปข้องตรงไหน มันไปคาอยู่ตรงไหน ก็อดทนดูมันไปก่อน ...เพราะไอ้ส่วนที่มันจะติดข้องค้างคามากในกาย ก็คือเวทนา...ทุกขเวทนาในกาย

พอไปเจอตรงนี้ขึ้นมาปั๊บนี่...สลัดไม่หลุดเลย สลัดเราออกไม่ได้เลย ติดแบบแหง็กเลยน่ะ ไม่รู้จะทำยังไง ...ก็อดทนอย่างเดียว ดูมันไป

จนกว่ามันจะลุล่วง ปรุโปร่งไปว่า...เออ เวทนาสักแต่ว่าเวทนา ก็เป็นก้อนเวทนาก้อนหนึ่ง ไม่ใช่เรา ...ซึ่งมันอาจจะเห็นได้เป็นแค่แว้บๆ ในบางเวทนาหนักๆ และนาน

ก็ฝึกมันไปอยู่อย่างนี้ เรียกว่าเป็นการเอาปัญญาไปลบล้าง ...คือศีล-สมาธินี่ทำให้เกิดปัญญา แล้วปัญญาคือเห็นความเป็นจริงนี่ มันจะไปลบล้างความเห็นไม่จริง

ความยึดมั่นถือมั่นที่เกิดจากไม่รู้จริง ไม่รู้ว่ามันไม่ใช่เราจริงๆ แต่มันก็ยังว่าเป็นเราอยู่ อย่างเนี้ย ...ปัญญามันจึงเข้าไปลบล้างความหมายมั่นที่ผิดๆ ว่าลักษณะอย่างนี้เป็นเรา ลักษณะอย่างนี้เป็นของเราอยู่

แต่ถ้าเราไม่ขวนขวายใส่ใจอย่างเนี้ย ...ยังไง้ยังไง มันก็จะเหมารวม ว่าทั้งหมดทั้งมวลนี้เป็นเราทั้งหมดเลย ...โดยที่เรียกว่าอยู่กับขันธ์ อยู่กับการดำเนินชีวิตใช้ชีวิตนี่ ด้วยความนิ่งดูดาย

เหมือนกับนิ่งดูดายกับมัน ...พอนิ่งดูดายกับมัน เดี๋ยวมันจะหลงโดยปริยาย ไม่รู้ตัวเลยว่ามันกำลังหลงอยู่ว่าเป็นเรา โดยที่ไม่รู้สึกว่าผิด-ถูกแต่ประการใดเลย ...มันก็ว่าไม่เห็นจำเป็นจะต้องไปทำอะไร 

นี่ มันจะอยู่ด้วยความมัวเมา ลงเพลินด้วยความไม่รู้เนื้อรู้ตัวเลย ...แต่พอมันมีการภาวนาสร้างสติ สมาธิ ศีลปัจจุบันขึ้นมาแล้วนี่ มันจึงเกิดความรู้สึกเหมือนเอะใจขึ้นมา

ว่า...เอ๊ะ มันใช่เราจริงมั้ย จริงๆ แล้วมันเป็นอะไรกันแน่ ...ไอ้ที่มันนั่งอยู่นี่  ไอ้ที่ว่าเรานั่งอยู่นี่ แล้วก็รู้ว่าเรานั่ง เรากำลังนั่ง มันเป็นอะไรกันแน่ มันเป็นเราตรงไหนกันแน่ มันเป็นเราจริงๆ มั้ย

เนี่ย มันก็เกิดความพินิจพิเคราะห์ เรียกว่าแยบคายนั่นเอง  ลึกซึ้ง แยกแยะ แบ่งแยก ในแต่ละส่วนแต่ละความรู้สึกออกจากกัน นั้นเป็นนี้ นี้เป็นนั้น คนละส่วนกันอย่างไร

แล้วแต่ละส่วนมันแสดงความเป็นเราอย่างชัดเจนจริงๆ มั้ย หรือไม่ได้มีความรู้สึกเป็นเราอย่างชัดเจนจริงๆ เลย ...มันก็พิจารณาตีเข้าไป ตีในกองกาย ตีในกองขันธ์

จนแตกหมด แตกออกมาเป็นสัดเป็นส่วน เป็นชิ้นเป็นอัน เป็นคนละชิ้นคนละอันกัน เป็นคนละส่วน ไม่ได้ข้องแวะเกาะเกี่ยวจนผสมรวมกันเป็นเราได้อย่างไรแต่ประการใด อย่างเนี้ย

ความคลี่คลายจากความยึดมั่นถือมั่น ความรู้สึกที่เป็นตัวเราของเราภายใน  มันก็ค่อยๆ เจือจาง คลี่คลายไป ไม่ค่อยผูกพันมั่นหมายเป็นเรากับอะไรมากเท่าเก่าเท่าเดิม หรือยิ่งกว่าเก่ายิ่งกว่าเดิม

แต่ถ้าไม่ได้อยู่ด้วยภาวนานี่ มันจะยิ่งพอกพูนสะสมความเป็นเรานี่...มากขึ้นๆ ไป...ทุกครั้งที่เราเกิดมากับกายกับขันธ์พร้อมกับความไม่รู้

การกระทำ คำพูด ความคิด ทำตามความคิดของเรา ทำตามความเห็นของเรา แล้วได้ผลอะไรตามความคิดความเห็นของเราขึ้นมานี่ ...มันจะเข้าไปถือครอง

แบบว่า..."เรา" นี่เป็นผู้ที่ใหญ่ "เรา" นี่เป็นผู้ที่แข็งแรงแข็งแกร่ง ทำได้ทุกอย่าง ...มันก็ยิ่งสร้างความเที่ยงถาวรของ "เรา" นี่มากขึ้นในทุกครั้งๆ ไปเลย

เพราะนั้น ถ้าปล่อยให้วิถีการดำรงชีวิต ดำรงหมุนวนอยู่ในความเกิดตายซ้ำลงไป ซ้ำซากอยู่อย่างนี้ ...เวลาเกิดความรู้สึกที่จะเข้าไปทำความละเลิกเพิกถอนความเป็นเราด้วยการภาวนาแล้ว...มันจึงยาก

มันจะยากขึ้น เพราะเราไปสร้างให้มันแข็งแกร่งแบบเท่ากับหินผาเลย ...เวลาพอตั้งใจจะมาละ จะมาภาวนาแก้ไข มันจึงกลายเป็นเหมือนกับเอาค้อนปอนด์ไปทุบหน้าผาอย่างนี้

มันแทบจะไม่รู้สึกเลยว่า...มันได้รับการสึกกร่อน หรือว่ามันจะทลายลงได้เมื่อไหร่วันไหนเวลาใด

เพราะนั้นพวกเรานี่ มันผ่านการเกิดตาย แล้วก็ผ่านการสะสมความแข็งแกร่งของ "เรา" นี่มาทุกภพทุกชาติอยู่แล้ว ...เวลาภาวนามันจึงรู้สึกว่ามันละได้ยากเหลือเกิน

เวลาภาวนา...มันเข้าไปถึงเหตุแห่งเรา เห็นแล้วว่าเหตุแห่งเราคือตรงนี้ ...แต่ไม่สามารถจะทำความกะเทาะ หรือทำความแตกสลาย หรือทำความแยกให้รู้สึกว่า มันเสื่อมคลายเสื่อมถอยลงไปได้เลย

ดูเหมือนกับการปฏิบัติการภาวนา การตั้งรับตั้งรู้อยู่กับเรา ไม่ทำตามอำนาจของเรานี่ ...มันเหมือนกับเอาไข่ไปขว้างใส่ก้อนหิน โดยที่มันไม่ไหวติงเลย

ความเป็นเรา...ก็ยังอยู่แบบคาใจอยู่อย่างนั้น ตลอดเวลาทุกวินาที ทุกปัจจุบันเลย นี่ พอมันเห็นอย่างนี้ปั๊บนี่ หรือว่าภาวนาแล้วมันเข้าไปเห็นตรงนี้ปั๊บ มันก็เกิดความท้อถอย เกิดความอ่อนใจ 

เกิดความลังเลในศีลสมาธิปัญญา..ว่าไม่น่าจะเอาไหว ไม่น่าจะแก้ได้ ไม่น่าจะเอาอยู่ ไม่น่าจะลบล้างความรู้สึกเหล่านี้ได้ ...ก็เลยเลิกปฏิบัติไปซะ 

แน่ะ เข้าร่องเลย...เข้าร่องของกิเลสเลย เข้าร่องของการที่ว่าจะไปทำตามอำนาจของ "เรา" ...เพื่อให้ "เรา" อยู่ยั้งยืนยงต่อไปทุกภพทุกชาติไป

เนี่ย เมื่อไหร่จะมีวันเวลาที่เรียกว่าพลิกอยู่เหนือมันได้บ้าง ...ก็ได้แค่เรียกว่าแทบจะหาเวลาหรือหาวันนั้นได้...คงจะไม่เจอในเร็ววันนี้หรอก หรือในชาติใกล้ๆ นี้เลย

เพราะนั้น เมื่อได้เข้าใจถึงวิถีแห่งการปฏิบัติในองค์มรรคแล้วนี่...ก็ต้องรีบเร่งทำ ...แล้วก็ต้องรับรู้ ต้องเข้าใจ...ว่าจะต้องเผชิญกับอาการนี้แน่ๆ ทุกตัวคนไป

เพียงแต่ว่าให้อดทน ไม่เบือนหน้าหนี ไม่ทิ้งการปฏิบัติ ก็ทำไปเถอะ  มันจะดูเหมือนได้ผล-ไม่ได้ผล  ดูเหมือนจะละความเป็นเราไม่ได้เลยในชาตินี้อะไรก็ตามอย่างที่มันบ่น อย่างที่มันว่า

หรือว่าทำแล้วมันไม่รู้สึกเลยว่ามันดีขึ้น...ในแง่ที่ความเป็น "เรา" น้อยลง มันไม่ดีขึ้นในแง่นี้เลยก็ตาม...ก็อย่าทิ้ง ก็อย่าเลิก ...เพราะสิ่งที่เราสะสมพอกพูนมานี่ มันมากมายมหาศาล 

มันจึงต้องใช้เวลา ต้องใช้ความเพียร ต้องใช้ความอดกลั้นอดทน ...ไม่ปล่อยตามกระแส ไม่ปล่อยไปตามอารมณ์ ไม่ปล่อยให้มันเป็นไปตามความอยากแบบง่ายๆ สบายมือ แบบโดยเจตนาหรือจงใจเลยอย่างนั้น

ก็ต้องมีการเอาตัวศีลสมาธิปัญญาเป็นตัวรั้งตัวดึงไว้ ไม่ให้จิตมันทำไปตามอำนาจความทะยานอยากของมันแบบคุ้นเคย แบบเดิมๆ แบบสะดวกคล่องมือคล่องปาก ...นั่นน่ะ คือการต่อสู้เบื้องต้น

แล้วก็อาศัยความเพียรไม่หยุดไม่หย่อน ภาวนาแบบไม่หยุดไม่หย่อน  ได้นิดเอานิด ได้น้อยเอาน้อย ได้มากเอามาก ได้นานเอานาน ได้ต่อเนื่องก็เอาต่อเนื่อง ...คือไม่หยุดในการภาวนา

อย่าทิ้งช่วง อย่าปล่อยปละละเลย เป็นวัน เป็นหลายวัน เป็นเดือนเป็นปี หลายปี ...นี่ให้มันได้ทุกชั่วโมงนาทีไป อย่างน้อยในหนึ่งชั่วโมงนี่ การรู้ตัวต้องมี

จะครั้งนึง จะสองครั้ง จะสิบครั้งร้อยครั้ง จะได้กี่นาที ...คือโดยเฉลี่ยแล้วหนึ่งชั่วโมงนี่ จะต้องมี ศีลสมาธิปัญญากำกับอยู่บ้าง ...นี่ ต้องสร้างเป็นนิสัย

เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ นี่ก่อน  จุดเล็กๆ ทีละขณะนึงก็ดี ...แต่ว่าในเฉลี่ยหนึ่งชั่วโมงนี่ ต้องให้ได้สักหนึ่งครั้ง นี่เขาเรียกว่าให้โอกาสเยอะแล้วนะ

หนึ่งชั่วโมงนี่ถือว่า...โอ้โห ถ้าไปเทียบกับศีลสมาธิปัญญาระดับที่ไปลบล้างกิเลสโดยสิ้นเชิงนี่...มันต้องเรียกว่าร้อยเปอร์เซ็นต์ หมายความว่าศีลสมาธิปัญญาบริบูรณ์คือร้อยเปอร์เซ็นต์

ร้อยเปอร์เซ็นต์คือหมายความว่า สมมุติว่านั่งห้านาทีนี่...คำว่ารู้ตัวนี่ ไม่มีคำว่าอะไรมาสอดแทรกในระหว่างกายกับรู้ได้เลย ...มันจะชัดอยู่สองสิ่งนี้ โดยที่จิตก็ไม่สามารถแทรกได้

กายอื่นนี่ไม่มีมาแทรก  กายอดีต กายอนาคต กายคนนั้นกายคนนี้...ไม่มี ...จะมีแต่กายปัจจุบันล้วนๆ แล้วก็มีใจที่รู้ล้วนๆ ที่ไม่มีความคิด อารมณ์ แทรกขึ้นมาเลย

แล้วก็ในห้านาทีนี่หมายความว่าเต็มอยู่ในนั้น นี่ ถึงบอกว่าศีลสมาธิปัญญาที่ฝึกอย่างเข้มงวดแล้ว มันเต็ม ...แล้วไม่ใช่เต็มห้านาที เต็มทั้งวันเป็นอัตโนมัติอยู่ในนั้น ไม่มีอะไรสอดแทรกขึ้นมาได้เลย


(ต่อแทร็ก 15/22)




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น