วันอังคารที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 15/20 (2)


พระอาจารย์
15/20 (570701A)
1 กรกฎาคม 2557
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก  15/20  ช่วง 1

พระอาจารย์ –  นี่ มันเข้าใจผิดอยู่ตลอดสายเลย มันก็เลยเกิดการเข้าไปพยายามที่จะไปแก้ไข ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง

เปลี่ยนแปลงขันธ์ เปลี่ยนแปลงโลก เปลี่ยนแปลงความเป็นไปของสัตว์บุคคล เปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ต่างๆ นานา ...จนท้ายที่สุดแล้ว มันก็เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้จริงๆ

ขนาดมันเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้จริงๆ มันก็ยังไม่ยอม ...นี่ มันดื้อรั้น ด้วยความไม่รู้นี่มันดื้อรั้นอยู่อย่างนั้น ...ยิ่งไม่ยอมเท่าไหร่ มันก็ยิ่งเป็นทุกข์เท่านั้น

นี่ เห็นมั้ยว่ายามป่วยไข้ แล้วไปรักษา ...ก็แล้วมันรักษาไม่หาย หรือมันไม่ดีขึ้นนี่ หรือมันดีไม่เท่าที่คาด ที่หมาย ที่หวัง หรือมันอาจจะไม่หายอย่างที่ต้องการ

แค่นี้ มันจะเกิดความหงุดหงิดขุ่นมัว ว่าไม่เป็นดังที่มันต้องการให้เข้าไปจัดการกับขันธ์นี้ ให้เป็นไปดั่งที่ปรารถนา ...ก็เกิดทุกข์โดยใช่เหตุขึ้นมา

ทุกข์ก็มากขึ้นโดยที่ไม่มีสาเหตุ ...ซึ่งทั้งหมดมันเป็นเรื่องของความเป็นจริงทั้งนั้นน่ะ...ที่มันไม่เป็นไปตามอำนาจของเรา ...แต่มันไม่ยอมรับ

เมื่อไม่ยอมรับมันก็ยิ่งเกิดสภาวะต่อต้าน  ยิ่งต่อต้านมากเท่าไหร่ ต่อต้านความเป็นจริงเท่าไหร่ ไม่ยอมรับความเป็นจริงเท่าไหร่ ...ทุกข์ของเราก็มากขึ้นเท่านั้นเป็นทวีคูณ

ด้วยปัญญาของผู้ภาวนานี่  มันจะต้องมาเห็นจุดเหล่านี้...ด้วยการภาวนา ...แล้วก็มาสังเกตอาการ ลักษณะอาการต่างๆ ของการยึดมั่นถือมั่น

ความยึดมั่นถือมั่นมันมาจากไหน มันเกิดที่ไหน มันมาเพราะอะไร  แล้วมันตั้งอยู่ได้อย่างไร มันไม่ดับไปได้เพราะอะไร ...มันก็ต้องคอยมาสืบค้นหาสาเหตุ ทวนอยู่นี่

ความเป็นเรา...ความเป็นเราที่ไม่รู้มันมาจากไหน แล้วมันอยู่ได้อย่างไร แล้วมันอยู่ได้ตลอดเวลาได้อย่างไร  ไม่รู้จะทำลายมันได้อย่างไร ด้วยวิธีการใด

ถ้ามันไม่มีปัญญา ...มันก็จะไม่รู้จักวิธีการเข้าไปทำลายต้นสายปลายทางของการเกิดทุกข์ขึ้นมา

แต่ถ้าภาวนาตามหลัก ตามวิถีแห่งมรรค...สติศีลสมาธิปัญญา ...อะไรก็ตามที่อยู่ในความเป็นสัมมาแล้วนี่ มันก็จะเห็นเค้าลางแห่งการที่จะเข้าไป...เริ่มตั้งแต่ทำความเจือจางในความรู้สึกเป็นเรา

จนถึงทำความเหือดแห้งหายไปของเรา จนเห็นถึงความหมดสิ้นไปของเราได้ ...ไปตามขั้นตอน ไปตามภูมิกำลังของการปฏิบัติที่ตรงต่อศีลสมาธิปัญญา

ก็อย่างที่บอกอยู่ทุกครั้งว่า...ความเป็นเรา ความรู้สึกเป็นเราที่มันมีอยู่ภายในทุกทั่วทุกตัวคนนี่ ...สาเหตุหลักสาเหตุใหญ่ของมันเลย คือมันมาหมายตัวร่างกายนี่...ที่ประกอบด้วยขาสอง แขนสอง หัวหนึ่งนี่ 

มันมาหมายส่วนนี้...โดยเป็นส่วนใหญ่เลย ที่มันมาหมายว่าเป็นตัวของเราจริงๆ ...มันทุ่ม มันทุ่มน้ำหนัก มันทุ่มความเห็นความเชื่อลงมาหมายที่ในตัวกายนี่

โดยเป็นตัวหลักใหญ่...ซึ่งทำให้ดูเหมือนความยั่งยืนคงทนของความรู้สึกที่เป็นเรามันไม่สูญหายจางคลายไปได้เลย ...มันทิ้งน้ำหนักอยู่ตรงที่ตัวกายนี่เป็นหลักใหญ่

เพราะนั้นการเริ่มต้นที่จะสร้างปัญญาเพื่อเข้าไปทำลายล้างหรือเจือจางความเป็นเรานี่ ...มันจึงต้องมาเริ่มต้นกับการพิจารณากายจริงๆ ให้เกิดความรู้ความเห็นกายตามความเป็นจริงขึ้นมา

ว่ากายตามความเป็นจริงนี่ มันไม่ใช่เราอย่างไร มันไม่ใช่ของเราอย่างไร  สภาพที่แท้จริงของมันคือมันแค่ไหน อะไรเป็นกายที่แท้จริงกันแน่  ความเป็นกายที่แท้จริงมันอยู่แค่ไหน มันเท่าไหร่

เหล่านี้ เรียกว่าการพิจารณากาย ...มันก็จะเกิดความรู้ความเห็นต่อกาย อย่างตรง อย่างจริง อย่างชัดเจน ซึ่งมันไม่มีนัยยะของ "เรา" แอบแฝงอยู่เลย

กายจริงๆ น่ะ มันไม่มีนัยยะของใคร บุคคลใด ความมีชีวิตใดๆ ความเป็นสมมุติบัญญัติภาษาใดๆ  ความมีชื่อมีเสียง มีสุขมีทุกข์ใดๆ เลย

มันก็ไม่มีอะไร ไม่มีนัยยะใดๆ แอบแฝงอยู่เลย ...ถ้าเป็นกายตามความเป็นจริงหรือกายอย่างแท้จริง

นี่ ตรงนี้เท่านั้นน่ะ มันจึงจะเข้าไปลบล้าง เจือจางความรู้สึกแบบผิดๆ ซึ่งมันสร้างมาจากจิตไม่รู้ที่ขึ้นมาหมายว่า...นี่ ทั้งหมดนี่เป็นตัวเราของเรา ...มันก็จะค่อยๆ คลี่คลายไปทีละเล็กทีละน้อย 

เมื่อมันค่อยๆ คลี่คลายไปแล้วนี่ ...ความรู้สึกเป็นสุขเป็นทุกข์ของเราในเรื่องต่างๆ ที่ผ่านการเห็น การได้ยิน การคิด การนึก การจำ เรื่องราว บุคคล สถานที่ เหตุการณ์  

มันก็จะค่อยๆ เข้าไปเจือจางความรู้สึกเป็นสุขเป็นทุกข์ของเรา...น้อยลงไปๆ เรื่อยๆ ...นี่เรียกว่าปัญญาเข้าไปแก้ไขตัวเอง ตัวเรา ...ไม่ได้แก้ที่อื่นเลย

ถ้ายิ่งแก้ที่อื่นน่ะ ยิ่งเดือดเนื้อร้อนใจ ...ถ้ายิ่งแก้ที่อื่นยิ่งวกวน ยิ่งสับสน ยิ่งหาจุดจบไม่ได้

เหมือนกันกับที่เขาประท้วงกันแบ่งเป็นสองฝ่าย ต่างฝ่ายต่างมุ่งไปสู่จุดหมายที่มันต้องการ ไม่เปลี่ยนแปลงเลย ...มันก็ไม่มีทางหรอกที่มารอมชอมกันได้เลย เป็นไปไม่ได้

จนกว่าทุกคนจะหยุด แล้วก็กลับมาแก้ที่ตัวเอง แก้ที่ความอยาก-ความไม่อยากของเรา  แล้วก็สุดท้ายก็มาแก้ที่ตัวเรา ความรู้สึกที่เป็นเรา เหล่านี้ ...เมื่อนั้นน่ะ ทุกอย่างก็สงบสันติหมดเลย

ไอ้ที่มันเดือดร้อนวุ่นวายอยู่ทุกวันนี่ก็เพราะว่า "เรา" น่ะ ...แต่ละ "เรา" แต่ละบุคคลนี่  มันแสดงความเป็นเราแบบแข็งแกร่ง แข็งแรง แบบไม่ไว้หน้ากัน แบบเอาชนะซึ่งกันและกันอยู่อย่างนี้

มันจึงเกิดความต่อสู้ต่อต้านกัน ไม่ยอมรับซึ่งกันและกัน ต่างๆ นานา ...จนเป็นปัญหาโลกแตกที่แก้ไม่ได้ เป็นปัญหาที่แก้ไม่ได้เลย ดูเหมือนไม่รู้จะแก้กันยังไงได้เลย

ถ้าแก้ทางโลก ยุติทางโลกนี่ แก้อะไรไม่ได้ ...พอแก้ไม่ได้ ในทางโลกมันมีวิธีแก้ของมันเองคือ เคลียร์ คัทเลย ...นี่ มันจะต้องทำอย่างนั้นน่ะ

เหมือนกับสงครามโลกแต่ละครั้งนี่ เกิดขึ้นเพราะความขัดแย้ง ไม่มีใครสลายความขัดแย้งได้หรอก ...จนมันฆ่าฟันกันบรรลัยทั้งหมดทั้งสองฝั่งแล้วน่ะ 

หรือไม่ก็ต้องแบบมันแพ้-ชนะกันไปเลยโดยเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแล้ว มันก็จะหยุด ยุติชั่วคราว ...แต่มันไม่ได้ยุติสงบเลยนะ มันก็เป็นการยุติชั่วคราว

ตราบใดที่มนุษย์ยังถือความเห็นของเราเป็นใหญ่ แล้วก็มีเป้าประสงค์ของเราอยู่ลึกๆ แล้ว ...มันก็พร้อมก่อตัวให้เกิดความขัดแย้งขึ้นมาได้ในแต่ละช่วงเวลาของโลก

เพราะนั้นโลกนี้จึงอยู่ด้วยสภาวะที่หาความแน่นอนไม่ได้อยู่ในนี้ ...เมื่อใดที่มนุษย์ยังมีกิเลสครอบงำ กิเลสยังครอบครองความเป็นไปในโลกโดยรวมโดยทั้งหมดแล้วนี่

มันไม่มีความมั่นคงถาวรอะไรหรอก มันก็ขึ้นๆ ลงๆ ของมันอยู่อย่างนี้ ...เพราะฉะนั้นมันจะแก้ไม่ได้ แก้กิเลสคนในโลกไม่ได้

เพราะมันแก้กิเลสคนในโลกหรือว่าให้คนในโลกทั้งหมดหยุด แล้วก็มาแก้ที่ตัวเองทั้งหมดทั้งโลก ...มันก็ไม่ได้ มันก็ทำไม่ได้ นอกจากว่าต่างคนต่างแก้

ใครมีความเห็นดีเห็นชอบ เห็นตรงต่อธรรม...ว่าเอาตัวรอดออกจากทุกข์ในโลก ออกจากทุกข์ในขันธ์ได้อย่างไร  ก็เพียรแก้ตัวเองไป คนอื่นช่างหัวคนอื่น ...ประมาณนั้นน่ะ เอาตัวรอดก่อน

ต้องเอาตัวรอด อย่าไปเอาคนรอบข้างรอดไปพร้อมกัน จะตายทั้งกรม ตายทั้งกองเลย  ไม่ใช่กรมอย่างเดียว กองทัพก็ตายหมด ...นี่ ไม่ได้  ต้องเอาตัวเองรอดก่อน...ด้วยการภาวนาใครภาวนามัน

ส่วนถ้าบุคคลใดเขาไม่ภาวนา หรือว่าไม่คิดจะแก้ไขตัวของเรา ตัวของตัวเองแล้วนี่ คือบอกแล้วไง วิถีกรรม มันเป็นวิถีที่มันเป็นมาตรฐานเดียวกันหมด หมายความว่ามันหนีไม่พ้นหรอก

วงจรกรรม...ทำอย่างไร ผลอย่างนั้น มันจะเป็นอย่างนั้นคือไม่ต้องไปพิพากษา ไม่ต้องไปตั้งตัวเองเป็นผู้พิพากษา หรือไปให้คนอื่นคนนั้นคนนี้มาเป็นผู้พิพากษา 

ตัวของกรรมนี่...จะเป็นตัวพิพากษาเอง ...หมายความว่ามันเป็นสิ่งที่ตายตัวเลย ยังไงก็ต้องได้รับผลแน่ๆ โดยตัวของเขาเอง

แต่คราวนี้ไอ้คนรอบข้าง ไอ้คนที่มันอะไรต่อกันแล้วนี่ คือมันประเภทแบบว่า...มันไม่ทันใจกูว่ะ มึงทำไมให้ผลช้าเหลือเกินวะ เนี่ย เมื่อไหร่มันจะได้แบบทันหูทันตา 

แบบชี้นิ้วปุ๊บ..เหมือนกับเป็นแม่มดกายสิทธิ์อย่างนี้  จะให้มันเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ อย่างโน้นน่ะ ...มันก็ไปเร่งรัดให้เกิดผลนั้นเร็วๆ ด้วยการกระทำคำพูด ...ยิ่งซ้ำเติมตัวเองขึ้นไปอีก ยิ่งแก้ยิ่งยุ่ง

ก็ปล่อยให้เป็นไปตามวิถีกรรม ...ก็ยกจิต ยกใจ ยกตัวของแต่ละบุคคลนั้นออกนอกวงจร ที่จะเข้าหมุนวนคลุกเคล้าจนมันเกิดกระแสดูดกลืนเข้าไปจมเกลือกกลั้วจนลืมหูลืมตาไม่ขึ้นได้เลย

เพราะนั้นการฝึกจิตฝึกใจของตัวเองน่ะ  มันจะช่วย...ช่วยตัวเองได้ก่อน แล้วมันก็จะช่วยคนอื่นได้ทีหลัง ...เมื่อเราดีแล้ว หรือไม่มีเราไปเป็นสุขเป็นทุกข์ หรือว่าตาปากเป็นไฟ

นี่ มันเย็น คนรอบข้างเขาจะรับความเย็นได้เองน่ะ  มันก็จะมีการปรับไป เปลี่ยนไป ...ต้องเปลี่ยนที่ตัวเองก่อน พอเปลี่ยนที่ตัวเองก่อน คนอื่นเขาจะเปลี่ยนได้

แต่ถ้าต่างคนต่างไม่เปลี่ยน แล้วก็เอาไฟออกมาทางหูทางตา  กิเลสมันก็ออกมาทางปาก ทางหู ทางตา ทางกริยาอาการ ...มีแต่การแผดเผาให้กันและกันอยู่อย่างนี้

มันก็ยิ่งเร่าร้อน มีแต่ความร้อนรุ่ม มีแต่ความทุรนทุราย กระสับกระส่าย แก้ไม่ได้ ...มันต้องใช้ความเย็นเข้าไปแก้ความร้อน หรือว่าไปทำให้ความร้อนเบาด้วยอำนาจของของเย็น

อย่าเอาของร้อนไปแก้...ร้อนอยู่แล้ว เอาร้อนเข้าไปใส่ก็ยิ่งแผดเผา ...เพราะนั้นศีลสมาธิปัญญานี่เป็นของเย็น เป็นความเย็น ที่ไม่มีประมาณ ไม่มีอะไรหรอกที่จะมาสู้ได้

ถ้าเห็นถูกแล้ว ...ให้โลกร้อนขนาดไหน เท่าไฟนรก ก็ยังสู้ศีลสมาธิปัญญาไม่ได้ ...เหมือนกับสมัยโบร่ำโบราณว่า พระมาลัยลงไปในนรกขุมไหนนี่ ไฟนรกตรงนั้นน่ะดับหมดเลย

ด้วยความเย็นของศีลสมาธิปัญญา มันแรงขนาดไฟนรกยังดับหมดเลย ...เวลาพระมาลัยลงไปโปรดสัตว์นรก ที่นั้นจะเย็นชั่วขณะที่ท่านอยู่ 

นั่นแหละ คืออำนาจ พลังของความเย็นของศีลสมาธิปัญญา...ในระดับพระอริยะพระอรหันต์ก็สูงมาก

เพราะนั้นในระดับคนธรรมดาที่อยู่ในการภาวนา มันก็มีความเย็นหูเย็นตาจากการเจริญชีวิตแผ่ออกไป ...ไปไหนมาไหนมันจึงเป็นที่สบายหูสบายตา ทั้งคนที่รู้จักและไม่รู้จัก 

มันก็เกิดความตอบรับในปฏิกิริยาที่ไม่ได้เป็นไปด้วยความเร่าร้อนตอบกลับมา ...ไอ้ที่มันร้อนไปร้อนมา เพราะตัวเองมันร้อน นี่ คนอื่นก็ร้อนอยู่แล้ว  มันก็ตอบสนองกลับคืนมาด้วยความแผดเผาซึ่งกันและกัน


(ต่อแทร็ก 15/21)




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น