วันอาทิตย์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

แทร็ก 15/32 (1)


พระอาจารย์
15/32 (570723D)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
23 กรกฎาคม 2557
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  ค่อยๆ เรียบเรียงวิถีแห่งการปฏิบัติ ให้มันมาลงหลักศีลสมาธิปัญญาให้ได้ ในทุกที่ทุกสถาน ทุกกาลทุกเมื่อ ...จนเป็นอกาลิโก จนศีลสมาธิปัญญาเป็นอกาลิกธรรม ไม่เลือกกาลเวลา สถานที่ บุคคล 

นั่นแหละจึงเรียกว่าเป็นผู้ที่เรียกว่าภาวนาเป็น ...ไม่ใช่ภาวนาไม่เป็นโล้เป็นพาย หรือภาวนาไปเรื่อย แล้วไม่รู้มันจะไปลงที่ไหน ...ถ้าภาวนาไปเรื่อยนะ มันจะรู้ด้วยตัวเองเลยนะว่า ไม่รู้มันจะไปลงที่ไหน 

แต่ถ้าภาวนาอยู่ในองค์มรรค ภาวนาอยู่ในองค์ศีลสมาธิปัญญา มันจะรู้ด้วยตัวเองว่ามันจะไปจบที่ไหน มันจะไปสิ้นสุดที่ไหน นี่ มันจะเห็นว่าจุดสรุปของมันอยู่ที่ไหน..ด้วยตัวของมันเอง

นี่แหละคือนัยยะแห่งการปฏิบัติ ...ซึ่งที่ปฏิบัติมาแล้วแบบสะเปะสะปะ สเน็คๆ ฟิชๆ แต่ก็ยังเข้าใจว่าปฏิบัติตรงอยู่ ...ก็ให้มันตรงยิ่งขึ้นไปอีก เพราะว่าเดี๋ยวสักพักมันก็จะเบี่ยงไปอีก

เข้าใจไหม มันยังมีทางเบี่ยงทางเบน  เพราะพวกเรายังไม่ใช่จุดที่ว่า ตายตัวในศีลสมาธิปัญญา  มันยังมีจิตกิเลสของเรากล่าวอ้างหรือแอบอ้างธรรมอยู่ตลอด...ที่น่าเชื่อถือด้วย

คือมันตั้งตัวเป็นศาสดาอยู่ตลอดนะ “เรา” น่ะ คอยเสนอแนะ ชี้นำ  แล้วมันก็ประมวล วิเคราะห์ แล้วก็ออกมาเป็นผลอันน่าเชื่อถืออย่างยิ่ง...ซึ่งพวกเราไม่กล้าละ

ไปอยู่กับมันเถอะ เดี๋ยวจะเจอไม้หน้าสาม หรือมาอีกทีก็จะเจอไม้หน้าสี่  มามากๆ ก็จะบั่นคอทิ้งเลยไอ้ “ตัวเรา” นี่ ...เราไม่บั่นคอขันธ์ใคร เราจะบั่นคอไอ้ “ตัวเรา” นั่นแหละ

ที่มันแอบอ้างธรรมในอดีตในอนาคต แอบอ้างบัญญัติธรรม แอบอ้างภาษาธรรม แอบอ้างความเห็นในธรรม มันแอบอ้างขึ้นมาทั้งนั้น หมดเรื่องนั้นก็เอาเรื่องนี้มาแอบ พอทิ้งเรื่องนั้น มันก็บิดเบือนมามุมนี้ 

มันร้อยเล่ห์พันเหลี่ยม ไล่ตามละตามเลิกมันแทบไม่หวาดไม่ไหว ...จะดำรงคงกายคงใจให้มั่น เบื้องต้นนี่ เลือดตาแทบกระเด็น จะต้องฝืนต้องทวนกับความคุ้นเคย เคยชิน...ทั้งทางโลก และทางธรรม

ไม่ใช่แต่ทางโลกอย่างเดียวนะ ทางธรรมที่พวกเราปฏิบัติมาด้วย...ที่มันเกิดผลอย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นมา อันน่าภาคภูมิใจ..วงเล็บ..ของเรา ...นี่ เห็นมั้ย เป็นการปฏิบัติใต้ร่มเงาของ “เรา” มาเลย

มันไม่ได้เป็นการปฏิบัติใต้ร่มเงาพระพุทธศาสนา ใต้ร่มเงาศีลสมาธิปัญญาน่ะ ...ดูดีๆ สิ ตรงต่อตัวเองสิ อย่ามามิดเม้มความเห็นที่มันแอบผิดพลาดคลาดเคลื่อน แล้วก็ยังดันทุรังตามมันไป โดยไม่กล้าละไม่กล้าเลิก

แต่ถ้าเห็นชัดๆ ว่ามันเป็นความรู้สึกจากเราทั้งสิ้นน่ะ จะเอาไว้ทำซากทำไม ...เมื่อมันเห็นอย่างนี้ สัมมาสติให้เกิด...ยูเทิร์น ทิ้งเลย ...กำลังมุ่งหาสภาวะไหนก็ตาม..แก่เราน่ะ ทิ้งเลย กล้าๆ ทิ้งเลย

สมมุติกำลังนั่งสมาธิ แล้วก็นั่งหลับตา แล้วก็ดูอะไรไปมา แล้วก็ดำดิ่งหาย ว่างๆๆ  พอได้สติขึ้นมาว่า กูไปไหนวะนี่ ทิ้งเลย ลุกเลย ...กล้าทิ้งไหมล่ะ

กำลังดำดิ่งอยู่ในนั้น ยิ้มแป้นอยู่นั่นน่ะ ในอารมณ์ที่เบาบางว่างเปล่า แล้วมันอิ่มอกอิ่มใจว่าเลิศเลอ แต่ว่าหาศีลสมาธิปัญญาไม่เจอในนั้นนะ ...กล้าทิ้งไหม

แล้วกลับมายืนเดินกับอารมณ์พื้นฐานธรรมดา กายพื้นฐานเลย ยืนเดินนั่งนอน ...นี่ หักลำ แลกเลย เรียกว่ายูเทิร์น เอาศีลสมาธิปัญญาให้ปรากฏแทน

แลกกับสภาวะที่ว่าดี น่าใคร่ น่ารัก น่าพึงพอใจ น่าจะไปถึงนิพพานเร็วๆ นี่ มันจะเอานิพพานมาเป็นข้ออ้างอยู่เรื่อย ว่าตัวนี้ อารมณ์นี้สนับสนุนนิพพาน ...นิพพานบ้านมึงดิ  ไปจบที่ไหนรู้มั้ย

เนวสัญญา...อรูป คือว่าง ไม่มีอะไร ว่างเปล่าจากสัญญา ได้แค่นั้นแหละ ...ดีเลย ได้เพื่อน..อุทกดาบส อาฬารดาบส อยู่ตรงนั้นน่ะ อาจารย์พระพุทธเจ้าด้วยนะ เอ้า อยากไปอยู่ด้วยกันไหมล่ะ

เนี่ย พอทำไปนานๆ แล้วไปได้อารมณ์หรือเกิดสภาวะนั้น...ติดนะ พึงพอใจนะ ...แล้วพอหายไป เสียดาย แหมไม่ได้เท่าเก่าเลย อุตส่าห์เข้าคอร์สตั้งหลายวัน อุตส่าห์ต้องละแลกตั้งหลายอย่างนะนั่น

เสียดายนะ เสียดายธรรมนะนั่น ...ธรรมใคร...ธรรมกูเอง ...เห็นมั้ย ดูให้มันสุดซี่ ที่มันกล่าวอ้างขึ้นมานี่ สุดท้ายมันลงเหน็บท้ายที่ “เรา” หมดน่ะ

หาอาหารให้มันกินเข้าไป พากเพียรภาวนาด้วยการหาอาหารให้ “เรา” กินนั่นแหละ จนอ้วนพี ...พอจะฆ่า พอจะแตะต้องมันก็ขู่ฟ่อๆ เลย... “มึงอย่ามาทำอะไรกูนะ เดี๋ยวมึงจะไปไม่ถึงนิพพานนะ"

นั่น พอจะละจะเลิก... "เดี๋ยวมึงจะตามคนอื่นเขาไม่ทันนะ ดูซิคนนั้นเขาได้ถึงขนาดนั้นขนาดนี้แล้ว กูยังแค่อย่างนี้เลย” ...แน่ะ จะเอาอะไร จะไปไหน

จะไปภพหน้าชาติหน้ารึไง จะไปภพชาติในอนาคตหรือไง ...ทำไมไม่เฉลียวใจซะบ้าง ว่าไอ้ที่เรากำลังภาวนาหาและเอานั่น มันมาหล่อเลี้ยงหรือมันมาซัพพอร์ทใคร หรืออะไร

มันมาซัพพอร์ทกายเหรอ มันมาซัพพอร์ทใจเหรอ หรือมันซัพพอร์ทกิเลสความเป็นเรา แล้วอะไรล่ะที่มันซัพพอร์ทกายใจ...ศีลสมาธิปัญญาที่เป็นสัมมาเท่านั้น ตรงนี้จึงจะซัพพอร์ทกายใจให้ชัด

อย่างอื่นไม่ชัดช่างหัวมัน อย่างอื่นไม่เห็น ไม่ต้องไปควานคว้าหาค้นมันเลย ไร้สาระ มันหาสาระไม่ได้หรอก ...ศีลสมาธิปัญญานั่นแหละคือสาระอันสูงสุด รู้มันแค่นี้พอแล้ว 

แล้วไม่ต้องกลัวไม่จบด้วย ...แจ้งกายแจ้งหมด แจ้งใจแจ้งหมด แจ้งสองที่นี่แจ้งหมด ...ไม่ต้องมานั่งไล่ทำความแจ้งตรงนั้นตรงนี้ตรงโน้นน่ะ ให้แจ้งสองที่นี่...แจ้งหมด

เพราะอะไร ...เพราะมันไม่มีอะไร  ไอ้ที่จะต้องไปทำความแจ้งตรงนั้นตรงนี้ตรงโน้น มันไม่มีอะไร ...ที่มันมีเพราะจิตนี่ไปแอบอ้างขึ้นมา ไปสร้างไปสังเคราะห์ขึ้นมา

ท่านเรียกว่าจิตสังขาร จิตปรุงแต่ง ไปโมเดลภพขึ้นมา ไปโมเดลความน่าจะมีน่าจะเป็นขึ้นมา ไปโมเดลคุณลักษณะอารมณ์หนึ่งอารมณ์ใดนั้นขึ้นมา เท่านั้นเอง 

จิตดับ...ดับหมด จิตดับ..ใจอยู่ ...ใจไม่มีวันดับ รู้นี่ไม่มีวันดับ เพราะมันเป็นธาตุรู้  อมตธาตุ อมตธรรม ไม่มีวันดับ ...จิตน่ะดับ แต่มันไม่ดับจริงในปุถุชน

ดับแล้วก็เกิด เกิดแล้วก็ดับ ดับแล้วก็เกิด ...ถ้ามันเกิดแล้ว อันไหนชอบ กูก็เอาไว้  อันไหนไม่ชอบ กูก็จะทำให้มันดับเร็วๆ ...นั่นน่ะ ไปเล่นเอาล่อเอาเถิดกันกับภพและชาติ ที่เกิดเนื่องด้วยจิต

ท่านถึงบอก อวิชชาปัจจยาสังขารา สังขาราปัจจยาวิญญาณ วิญญาณปัจจยานามรูป  นามรูปปัจจยาสฬายตนะ สฬายตนะปัจจยาผัสสะ ผัสสะปัจจยาเวทนา เวทนาปัจจยาตัณหา ตัณหาปัจจยาอุปาทาน เนี่ย ปฏิจจสมุปบาทสายเกิด

แต่ศีลสมาธิปัญญานี่เป็นทางที่ว่า เป็นทางไล่เข้าสู่ปฏิจจสมุปบาทสายดับ …เพราะนั้นประกอบเหตุแห่งศีลสมาธิปัญญาให้มันตรง แล้วทุกอย่างจะกระจ่างขึ้นอยู่ภายใน

ยิ่งภาวนา..ยิ่งไม่มีอะไร ยิ่งภาวนา..ยิ่งไม่ได้อะไร  ยิ่งภาวนา..ยิ่งไม่เกิดอะไร นั่นแหละ ยิ่งภาวนา..ยิ่งไม่รู้จะเอาอะไรมาพูด ยิ่งภาวนา..ยิ่งหมดคำพูด ยิ่งไม่อยากพูด เพราะไม่รู้จะเอาอะไรมาพูด

ไม่นับรวมเรานะ เรานี่พูดมาก เพราะถ้าไม่พูดมาก มันก็ฟังไม่รู้เรื่อง ...คือจริงๆ มันฟังรู้ แต่มันรู้ไม่ถูกเรื่อง ก็เลยต้องพูดมาก  เออ ถ้าพูด แล้วมันรู้ถูกเรื่องนี่ ก็จะพูดน้อย

ที่ต้องพูดมาก...เพราะมันฟังแล้วมันเหมือนเบี้ยหัวแตกน่ะ กระจัดกระจาย ฟังด้วยกันสิบคน ออกไปนี่คุยกันคนละเรื่อง ...ไม่รู้มันฟังกับอาจารย์เดียวกันรึเปล่าวะเนี่ย

มันฟังยังไง กูมีหลายภาครึไง แน่ะ เห็นมั้ย จิตมันแตก “ชั้นว่าอย่างนี้ ชั้นว่าอาจารย์พูดอย่างนี้นะ” ...ก็มึงฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องเหรอ กูไม่ได้พูดนัยยะอะไรเลย ให้นั่งรู้ยืนรู้เดินรู้ แค่นี้

อย่าไปคิดมาก อย่าไปเอาอะไรมากกว่ากายกับรู้  ไม่ต้องไปสงสัยลังเลในธรรมข้างหน้า-ข้างหลัง ไม่ต้องไปคาดหมายอนาคตธรรม อดีตธรรมน่ะ

มันจะมี มันจะเป็นอะไรข้างหน้า...ช่างหัวมัน  มันจะไม่มี มันจะไม่เป็น มันจะไม่ถึงอะไรข้างหน้า...ช่างหัวมัน นั่น ทิ้งซะ แล้วก็กลับมานั่งให้เป็น ยืนให้เป็น เดินให้เป็น นอนให้เป็น

นั่งเป็น..เป็นยังไง นั่งยังไง..ให้เป็น ...คือนั่งแล้วอยู่กับนั่ง นั่งแล้วรู้กับนั่ง เรียกว่านั่งเป็น ...นั่งแล้วไม่อยู่กับนั่งน่ะ เรียกว่านั่งไม่เป็น...นั่งไม่เป็นผู้เป็นคน

บางคนมันนั่งเป็นพระอริยะเลยด้วยซ้ำ นั่นยังนั่งไม่เป็นเลย ยังนั่งแบบคนธรรมดาไม่เป็นเลย ...ไปนั่งอยู่ในจิตนั่น ไปนั่งแช่นั่งจมอยู่ในจิต ในสภาวธรรมในจิตนั่น

นี่ นั่งไม่เป็น ยืนเดินนั่งนอนไม่เป็น...ไม่เป็นผู้ไม่เป็นคน  เรียกว่านั่งไม่จริง ยืนไม่จริง เดินไม่จริง ...ไม่ได้ยืนเดินนั่งนอนอยู่บนความจริง แล้วมันจะมาพูดได้ยังไงว่ารู้เห็นตามความเป็นจริง นั่งยังไม่เป็นเลย

นี่ ต้องมาสอนการนั่งนอนยืนเดินใหม่นะนี่ ...ทั้งๆ ที่นั่งนอนยืนเดินมาสามสิบสี่สิบปีแล้วนี่ ...ใช้ชีวิตมาก็ใช้ไม่เป็น...ไม่เป็นผู้ไม่เป็นคน เป็นอะไรไปเรื่อยเปื่อย

ไม่มีมาตรฐานเลย ไม่มีมาตรฐานของศีลสมาธิปัญญา...เป็นมาตรฐานอ้างอิงได้เลยว่ายังเป็นคนอยู่ ...มันมีแต่เป็น “เรา” แต่ไม่เข้าถึงความเป็นคน

มันไม่เข้าถึงความเป็นศีล ไม่เข้าถึงหัวใจที่แท้จริงของศีล ไม่ยืนหยัดอยู่บนศีล ไม่เข้าถึงศีลเป็นสรณะอันยิ่ง ...ตายไปก็ไปได้หมดทั้งอบาย ทุคติภูมิ หรือสุคติภูมิ

แต่ถ้าเข้าถึงศีล เข้าถึงความเป็นคนโดยถึงใจ ถึงพร้อม นี่ ปิดอบาย ไม่ต่ำกว่าความเป็นคนเลย ...แล้วก็ไม่เกินคนด้วย ถ้าเป็นผู้ที่มุ่งตรงต่อนิพพาน จะไม่เกินคนด้วย

เพราะกิจหน้าที่ในภาวะความเป็นคนยังไม่จบ เพราะกิจภาระหน้าที่ในการเรียนรู้ขันธ์ห้ายังไม่แจ้ง ...มันต้องมาแจ้งในขันธ์ห้า มันถึงจะจบ..จบในชาติเดียว ...ถ้าไปที่อื่นน่ะ จบอีกหลายชาติ

เอ้า จบ เราก็พูดจบแล้ว ถึงนิพพานจบแล้ว ...พระพุทธเจ้าท่านบอกให้สอนไปตามลำดับขั้น พระพุทธเจ้าสอนว่า การอธิบายธรรมให้อธิบายไปตามลำดับ

พอมันถึงนิพพานแล้วก็จบแล้ว หมดคำพูด ...พระพุทธเจ้าสอนให้บอกว่าเหตุและปัจจัยนั้นๆ นั้นๆ เป็นยังไง ก็อธิบายแล้ว เนี่ย ไม่ผิดพ่อสอนไว้ เป็นธรรมที่ไม่เป็นไปเพื่อความข้องแวะ

เป็นธรรมเพื่อให้เข้าสู่ธรรมที่ไม่เป็นไปเพื่อให้เกิดความกำหนัดย้อมใจ เป็นธรรมที่ไม่ใช่ให้เป็นไปเพื่อความเลี้ยงยาก มีชีวิตอยู่ยาก เป็นธรรมที่ไม่เป็นไปเพื่อความสั่งสมสะสมซึ่งกองกิเลส

เนี่ย ไม่ได้ผิด ไม่อายปาก ...เอ้า จบ จะถามก็ถาม สงสัยอีกมั้ย ว่าจะดูอะไร อยู่ที่ไหนดี เอาอะไรเป็นมาตรฐานหลัก อะไรเป็นมาตรฐานรอง ฟังแล้ว จนหูซ้ายจะทะลุถึงหูขวาแล้ว


โยม –  คือหนู...อย่างเมื่อก่อนนี้ ใจน่ะจะชอบรู้แต่ข้างนอก รู้แล้วก็..คือช่วงแรกๆ นี่คือเพลิดเพลินสนุกสนาน มาช่วงหลังๆ เจอครูบาอาจารย์ท่านก็บอกว่า เพลินไปแล้ว กลับเข้ามา ให้ดูที่กายใจตัวเอง 

ทีนี้ อย่าง ณ ปัจจุบันนี้ค่ะ ก็ยังรู้ข้างนอกอยู่ เพียงแต่ว่ามันจะมีส่วนหนึ่งที่แบบ..รู้แล้ว รู้แล้วยังไง รู้แล้วก็เออ รู้ แค่นั้นจบ ...อย่างเมื่อกี้พระอาจารย์บอกว่า ให้พิจารณาลงที่กายใจตัวเอง อะไรที่มันเกิดขึ้น ก็คือให้อยู่กับปัจจุบัน อย่างนี้ หนูเข้าใจถูกไหม

พระอาจารย์ –  รู้แล้วก็วาง หมายความว่า แม้กระทั่งรู้ปัจจุบันก็วาง เช่นรู้ว่าตึงแน่น รู้สึกตรงนี้ ...ก็ไม่ต้องทำอะไร ก็วางซะ วางความคิดวางความเห็นที่จะมีต่อมัน วางภาษาความหมายที่จะมีต่อมัน 

นี่ รู้เฉยๆ มันปรากฏเท่าไหร่ก็เท่านั้น ...เพราะนั้นกายจริงๆ นี่ มันมีอยู่สองนัยยะ กายปัจจุบันนะ ในระดับปุถุชน กายในความหมายของกายปัจจุบันนี่ มันมีอยู่สองนัยยะ

นัยยะหนึ่งคือกายรูป อีกนัยยะคือกายความรู้สึก เข้าใจมั้ย จะอะไรก็ได้ จะเป็นรูปทรงที่กำลังนั่ง ตามองเรานี่ เห็นรูปเราใช่ไหม ตาเนื้อนี่ เห็นเราใช่มั้ย เห็นตัวเองนั่งมั้ย เห็นรูปตัวเองนั่งมั้ย


โยม –  รู้สึกรูปตัวเองนั่ง

พระอาจารย์ –  เออ ใช้ตัวนั้นนั่นน่ะดู อยู่ตรงนั้น ...ไอ้ตาเนื้อนี่จะเห็นรูปข้างนอก แต่ไอ้ตาศีลสมาธิปัญญาจะเห็นตัวข้างใน คือตัว..จะเป็นรูปทรงก็ได้ หรือจะเป็นความรู้สึกในอาการนั่งก็ได้

เห็นมั้ย ไม่ใช่ตาเนื้อนี้ใช่ไหม จะเป็นข้างในที่มันเห็น ...นั่นแหละให้อยู่ตรงนั้น ให้ทำตรงนั้น ไม่ให้มันหาย เข้าใจมั้ย ไม่ให้กายความรู้สึกที่มันเห็นข้างในน่ะหาย

ไม่ว่าจะเป็นรูปทรง ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึก...ได้หมด ...แล้วมันก็จะเห็นข้างในนี่ ใช้ตัวข้างในนี่ มันเห็นตัวของมันเอง คือตัวกายนี่ ...แล้วอย่าไปไพล่ไปเห็นที่อื่น ต้องคอยระวัง


โยม –  ระวังยังไงล่ะคะ

พระอาจารย์ –  ก็เท่าทัน ...ถ้าเผลอคิด...เอาใหม่ เผลอไปมีอารมณ์...เอาใหม่ ...เพราะกายมันไม่หาย เข้าใจมั้ย ความรู้สึกในกายก็จะไม่หาย  แต่อารมณ์จะหาย เข้าใจไหม

เนี่ย มันแสดงว่าอะไรจริงกว่ากัน อะไรที่มีอยู่จริง เห็นมั้ยในสามโลกธาตุนี่ ไม่มีอะไรจริงกว่าศีล เข้าใจไหม ...มาลงที่กายใจ ทุกอย่างดับหมด

แล้วกายใจในปัจจุบันก็จะแสดงความเกิดดับของตัวมันเอง ...แต่ว่ามันเป็นความสืบเนื่อง เกิดดับสืบเนื่อง เข้าใจมั้ย แต่มันจะสืบเนื่องในหน้าเดียวท่าเดียวของมัน โดยอัตโนมัติโดยธรรมชาติ

แต่อารมณ์และจิตนี่ไม่สืบเนื่อง เป็นครั้งคราว ...เพราะนั้นไอ้ตัวอารมณ์ที่ไม่สืบเนื่อง เป็นครั้งคราว เหล่านี้ มันจะไม่สามารถก่อให้เกิดสัมมาสมาธิ คือจิตที่ตั้งมั่นอย่างมั่นคงถาวร เข้าใจมั้ย

แต่ฐานของกายนี่ มันสืบเนื่อง มันไม่หาย มันไม่ขาด มันไม่ว่างไม่เว้นเลย ...เพราะนั้นเมื่อเอาสติมาผูกพัน ตั้งมั่น หมายมั่น มุ่งมั่นลงที่กายนี่ 

จิตจะเกิดความยืด แข็งแรง แข็งแกร่ง มั่นคง สืบเนื่อง ยาวนาน ด้วยอำนาจของสมาธิ เป็นขั้น...ถึงขั้นที่เรียกว่าอุปจาระ 


(ต่อแทร็ก 15/32  ช่วง 2)



วันเสาร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

แทร็ก 15/31


พระอาจารย์
15/31 (570723C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
23 กรกฎาคม 2557


พระอาจารย์ –  ลองฝึก ลองมุ่งมั่น ลองตั้งใจ ลองใส่ใจลงที่ความรู้ตัวอย่างเดียว ...แล้วลองดู สังเกตดูว่า มันยังมีอะไรอีกมากมายเลย ที่เรายังวางไม่ได้ แล้วไม่ยอมวาง

ยังมีอะไรอีกมากมายเลยที่มันอยากได้ แล้วมันอยากจะเข้าไปได้ให้ได้ แล้วต้องการที่จะต้องทำให้ได้อีกเยอะเลย นี่เราจะต้องฟันฝ่าความรู้สึกของเรา ที่มันเนื่องจาก "เรา" นี่

ด้วยความพากเพียรอดทนที่จะให้มันน้อยลง วาง ให้มันน้อยลงจนถึงขั้นที่ว่า ตัดใจกับมันได้ ...จนมันเหลือแค่กายใจด้วยความที่เรียกว่าชิวๆ น่ะ

นั่นแหละเรียนรู้การละวาง ด้วยการยืนหยัดอยู่บนฐานของศีลสมาธิปัญญา ...ไม่ต้องไปมากเรื่องมากความอะไรหรอก นั่งรู้ ยืนรู้ เดินรู้ ขยับรู้ ไหวรู้ มีความรู้สึก ตึงแน่นปวดตรงไหน..รู้

ไม่ให้มันห่างหายจากกายกับรู้นี่ เอาแค่นี้ ...แล้วจะเห็นเลยว่า มันยังมีอีกหลายอย่างที่เรายังวางไม่ลง แล้วมันจะรบเร้าๆๆๆ ให้ต้องกระทำอะไรกับมันให้ได้

นี่ต้องฝืนต้องทวนตลอดเลย  ต้องละ ต้องวาง อยู่ตลอดสายเลย ...มันถึงจะยืนอยู่บนฐานของศีลสมาธิปัญญาได้ด้วยความมั่นคงและแข็งแกร่ง

เพราะนั้นการพากเพียรที่จะรักษากายใจให้อยู่คงที่คงตัวอยู่ตลอดเวลา ไม่ห่างไม่หาย ไม่จางไม่คลาย ไม่ขาดไม่เว้น ไม่ไหล ไม่หลง ไม่ลืม...นี่ ท่านเรียกว่ารักษาวิถีแห่งมรรค

ท่านเรียกว่าดำรงอยู่บนฐานที่เรียกว่ามัชฌิมาปฏิปทา ...แล้วท่ามกลางมัชฌิมาปฏิปทานี้ เป็นเส้นทางหรือทางเดินที่ปราศจากหรือไร้ซึ่งอารมณ์...ทั้งยินดีและยินร้าย

เราจะต้องคุ้นเคยกับมันให้ได้ ในสภาวะที่ปราศจากอารมณ์..ทั้งที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจ อยู่ท่ามกลางกายใจนี้ ...ไม่มีอะไรหรอกที่ได้มาฟรีๆ โดยที่ไม่ต้องแลก...เราก็จะต้องแลกยินดีและยินร้ายกับที่ไม่มีอะไรตรงนี้

เพราะนั้นไอ้การที่แลกอารมณ์ที่น่ายินดีพอใจ สภาวะที่ดี สภาวะที่น่าพอใจ หรืออารมณ์ที่ยินร้าย อารมณ์ที่ไม่ดี อารมณ์ที่ไม่พอใจ ขัดข้องหมองใจ และการจะเข้าไปกระทำต่ออารมณ์ทั้งสองประการนี้

ท่านบอกว่าให้จาโค...สละ แลกกับการที่ดำรงกายใจอยู่บนฐานปัจจุบันรู้ปัจจุบันเห็น ...ไม่มีหรอกที่มันจะรู้เห็นกับกายใจโดยที่ไม่แลกกับอะไรเลย...ท่ามกลางปุถุจิต ปุถุชน

ยิ่งแลกยิ่งได้ ...ได้ในที่นี้ ไม่ใช่หมายความว่าได้อะไร ได้อารมณ์อะไร ...แต่ได้ความเป็นกลาง ได้ศีลสมาธิปัญญา ได้รู้ได้เห็นปัจจุบันธรรมปัจจุบันขันธ์...ยิ่งแลกยิ่งได้ ยิ่งทิ้งยิ่งปรากฏ ยิ่งปล่อยยิ่งวาง..ยิ่งชัดเจน

แต่ถ้าไม่แลก..ไม่ได้  มันจะได้สองสิ่งสองประการพร้อมกันไม่ได้ ...ไอ้ที่มันไม่ได้เพราะมันไม่กล้าแลก ไม่กล้าละ ไม่กล้าวาง ไม่กล้าปล่อย ...เป็นห่วง เป็นกังวล เป็นกลัว

นี่เรียกว่าภยาคติ ฉันทาคติ โมหะคติ อยู่ตลอด เป็นเงื่อนไขอยู่ตลอด อย่างนั้นบ้างอย่างนี้บ้าง กลัวจะเป็นอย่างนั้นบ้างกลัวจะไม่เป็นอย่างนี้บ้าง กลัวจะช้า กลัวจะผิด กลัวจะไม่ใช่บ้าง ...นี่ สงสัยลังเลอยู่ตลอด

ถ้าไม่แลกไม่ละมันน่ะ มันก็จะไม่ปรากฏซึ่งกายและใจ..ที่ดำรงคงอยู่ตลอด ทุกลมหายใจเข้าออก ...ความเป็นไปถึงความบริบูรณ์ในศีลสมาธิปัญญาย่อมไม่บังเกิดขึ้นได้ ถ้าไม่แลกเอากิเลสออกไป ละกิเลสออกไป

กิเลสเกิดที่ไหน ...ไม่ได้เกิดที่กาย กิเลสไม่ได้เกิดที่ใจ  กายไม่มีกิเลส ใจไม่มีกิเลส  กายเป็นธาตุ ใจก็เป็นธาตุรู้  กายเป็นธาตุมหาภูตรูป ...ในธาตุมหาภูตรูป ในธาตุรู้...ไม่มีกิเลส

กิเลสมันอยู่ที่จิต จิตมันอยู่กับอวิชชา อวิชชามันอยู่ท่ามกลางกายใจ หรือมันครอบงำใจไว้อีกรอบหนึ่ง ...ก็ละมันจนสิ้นน่ะ จนไม่มีอะไรให้ละน่ะ 

นั่นแหละก็จะหมดสิ้นซึ่งความเป็นเราไป พร้อมกับกิเลสที่ปรารภไปในที่ต่างๆ ...ซึ่งความเป็นเราไม่ใช่สิ้นสุดที่โสดาบันนะ ไปสิ้นสุดที่พระอรหันต์นั่น 

นั่นจึงจะหมดสิ้นซึ่งความหมายมั่นในที่ทั้งปวงน่ะ ...ท่านใช้คำว่า "ที่ทั้งปวง"  ที่..นี่ไม่ได้หมายถึงเฉพาะแค่รูปหรือนาม คำว่าที่นี่มันรวมหมด...สรรพสิ่ง

ตั้งหลักตั้งฐานให้ดี ตั้งหลักตั้งฐานให้มั่นคง มรรคจะแข็งแกร่งขึ้นเอง แล้วมันจะกระจ่างอยู่ภายใน...ถึงที่มาที่ไปของกิเลส ที่เกิดที่ดับของมัน เหตุที่จะทำให้มันเกิด และเหตุที่จะทำให้มันดับ 

นี่ก็จะแจ้งอยู่ในทีของมันเอง ...ทีนี้ปิดตำรา ปิดหูปิดตา ไม่ต้องไปเงี่ยหูฟัง ไม่ต้องไปเอาตาดูที่อื่นแล้ว ตาภายนอกใช้น้อยที่สุด หูก็ไม่ไปเบ่งบานคอยรับเสียงเป็นหูช้างน่ะ

ปากก็จะสงบ ไม่ค่อยวิจารณ์ ไม่ค่อยมีคำพูด ไม่ค่อยออกความเห็นใดๆ ...มันหมดสิ้นความเห็น มันหมดสิ้นความคิด มันไม่เห็นสาระในความคิด มันไม่เห็นสาระในความเห็นของเราเลย

มันก็เงียบลงไปเองในอายตนะที่มันจะต้องใช้ ...มันก็ไม่จำเป็นจะต้องอาศัยข้อมูลใดๆ จากภายนอกมาน้อมนำให้ถึงนิพพาน ซึ่งบางทีก็ได้แต่พาน..ไม่มีนิพ มันก็พาลไปพาลมา พาลพาโลโฉเก

นั่น มันก็จะเห็นเองว่านิพพานอยู่ที่ไหน...อยู่ตรงที่ไม่มี "เรา" น่ะ ...เมื่อใดมี "เรา" เมื่อนั้นน่ะมีแต่พาล มีแต่พานไว้รองรับอารมณ์ แล้วก็อารมณ์นี้ไม่ชอบ..ทิ้ง อารมณ์นี้ดี..ขึ้นแท่นบูชากราบไหว้

แล้วกราบไหว้คนเดียวไม่ได้ด้วยนะ ต้องให้คนอื่นรู้ด้วย ต้องให้คนอื่นเขารู้ด้วยว่าดีนะเนี่ย  อันไหนไม่ดีก็ทิ้ง ...แล้วก็คอยถือพานไว้รอหาอารมณ์มาใส่ แล้วก็คอยคัดกรองนะ คัดกรองอารมณ์

ไปสอบทานตัวเองดู...ว่าอยู่ในอาการไหน เป็นการภาวนาในศีลสมาธิปัญญา หรือเป็นการภาวนานอกศีลสมาธิปัญญา ...มันจะต้องตอบตัวเองได้ทุกขณะเลย เดี๋ยวนี้ศีลมีมั้ย สมาธิมีมั้ย ปัญญามีอยู่ตรงนี้มั้ย

ถ้าไม่มีก็ให้มีซะ ...ถ้ากำลังภาวนาในท่าทางไหน แล้วกำลังคร่ำเคร่งอยู่ในท่าทางไหน แล้วฉุกคิดขึ้นมา ถามทบทวนว่าศีลสมาธิปัญญาอยู่ไหน หาไม่เจอ...ให้รู้ไว้เลยว่าผิด

ถ้ามันถามแล้วยังเอ๋อ..เอ๋อ อยู่ไหนวะ นี่ให้รู้ไว้เลย...ผิด ...แล้วให้ไปทบทวนเลย ตั้งแต่เริ่มภาวนานี่ กูผิดมากี่รอบแล้ว ...ไม่ต้องใช้เจโตดู ไม่ต้องถามคนอื่น...ตัวเองตอบเอง

ใครจะมารู้ได้เท่าตัวเองล่ะ..กูทำเองกับมือ มันโกหกไม่ได้น่ะ ...บางทีคนเขามาทัก มาบอก จิตเธอเป็นยังงี้ ...เหรอๆ กูยังไม่รู้เลย เอ้า มันเสือกรู้ได้ยังไงวะนี่ กูยังงงเลยมันเป็นอย่างงั้นเหรอ

แล้วดันเสือกเชื่ออีกนะ อู๋ย คร่ำเคร่งใหญ่เลย เขาทักมาอย่างนี้ ตกใจ ไม่รู้เลยนะว่าเป็นอย่างนี้ ขนาดกูยังไม่รู้ แล้วมันรู้ได้ยังไงวะนี่  เฮ้ย แต่ว่าไม่เชื่ออย่าลบหลู่นะนี่ ของเขามี

โหย เอาใหญ่เลย หาวิธีการที่จะอย่างนั้นอย่างนี้ ...เขาแนะอย่างนี้อย่างโน้นอย่างนั้น เครียดๆๆ ถ้าไม่ทักก็ไม่เครียดนะเนี่ย พอมาทักล่ะเครียดเลย เครียด

อย่าให้อะไรมาชักนำ ชักจูงให้ออกนอกองค์มรรค อย่าให้อะไร..ทั้งตัวเองและผู้อื่นมาชักนำให้ออกนอกศีลสมาธิปัญญาได้ อย่าให้อะไรมันมีความสำคัญมากกว่าศีลสมาธิปัญญาในปัจจุบัน 

จะต้องเทิดทูนศีลสมาธิปัญญานี่ขึ้นเหนือกว่าธรรมทั้งหลายทั้งปวง ขึ้นชื่อว่าธรรมทั้งหลายทั้งปวงนี่ ถือว่าต่ำกว่าศีลสมาธิปัญญาหมด ...ให้เห็นอย่างนั้นก่อน ท่านถึงเรียกว่าเป็นสรณะ

ตอนนี้จิตพวกเรานี่เอาอะไรเป็นสรณะบ้างล่ะ ไปประเมินเอาแล้วกัน...ทุกอย่างเลย ขนาดไม่มีมันยังหาเลย ...แต่สรณะที่แท้จริงมันกลับปัดทิ้ง ทั้งๆ ที่ว่ามีอยู่  ถ้าไม่เรียกว่าโง่ก็ไม่รู้จะเรียกว่าฉลาดรึเปล่า

ท่านถึงบอกว่าตลอดเวลาที่อยู่นอกศีลสมาธิปัญญา และเราใช้ชีวิตอยู่นอกองค์ศีลสมาธิปัญญาด้วยความที่ไม่รู้สึกเลยว่าผิดนี่ ...ท่านถึงใช้คำว่ามืดบอด หรือว่ามืดมนอนธการ...โดยที่ไม่รู้ตัวด้วยว่ามืดและบอด

นี่คือความผิดพลาดของสัตว์มนุษย์ นี่คือความที่ว่าสัตว์มนุษย์เข้าถึงนิพพานไม่ได้ แล้วไม่ประกอบเหตุแห่งศีลสมาธิปัญญาด้วยความมั่นใจ มั่นคง ตั้งใจ ...มันจึงเกิดภาวะวกวนอยู่ในสามโลกธาตุ 

ต้องรอจนกว่าจะมีพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งมาตรัส แล้วมาชี้นำว่านี้คือมรรค นี้วิถีแห่งมรรค นี้คือวิถีแห่งการปฏิบัติที่จะเข้าสู่องค์มรรค ...ก็ไม่ใช่อยู่ตรงไหน..ก็อยู่ติดเนื้อติดตัวมาตั้งแต่เกิด คือกายใจปัจจุบันนั่นเอง

แต่ศาสนานี่...พอประกาศธรรมมาหลังกึ่งพุทธกาลแล้วนี่ ...มันก็เริ่มโรยราลง เบี่ยงเบน บิดเบือน ครอบงำ...ในความหมาย ในนัยยะ ในความแท้จริงของศีลสมาธิปัญญา

มันก็เป็นไปตามลำดับลำดาแห่งความ มีขึ้น ตั้งอยู่ เสื่อมลง สลายไป แล้วก็ดับไปในที่สุด ซึ่งเรามาอยู่ในยุคที่มันโรยราในความหมายที่ชัดเจนของศีลสมาธิปัญญา

มันจึงเกิดการตีความในศีลสมาธิปัญญาผิดพลาดคลาดเคลื่อน แล้วเอาไปปฏิบัติตามแบบผิดพลาดคลาดเคลื่อน ...หรือตรงก็ตรงแบบเบี่ยงๆ ไม่ใช่ตรงแบบเต็มตัว มันเอียงมันเฉียงกันไป

แต่อย่าลืมนะ ถ้าเฉียงแค่หนึ่งลิปดา อย่านึกว่าแค่เฉียงหนึ่งลิปดานี่ไม่เป็นไรนะ เส้นทางนี้ยาวไกลนะ แค่หนึ่งลิปดานี่ ไม่มีทางเข้าเป้าเลย ...ตรงคือต้องตรงจริงๆ ต้องตรงต่อศีล

ที่ว่าปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตรง ...ต้องตรงต่อศีลสมาธิปัญญาจริงๆ เท่านั้น  มันจึงจะเข้าเป้า..คือที่สุดคือนิพพาน คือความดับโดยสิ้นเชิง ...ไม่ใช่ติดๆ ดับๆ 

มันติดมากกว่าดับน่ะ สุดท้ายไม่ดับเลย ...แรกๆ ก็ติดๆ ดับๆ อยู่นะ  ติดๆ ดับๆ ได้สักพัก..เอ๊ะ ติดมากกว่าดับ แล้วก็..เออ ไม่ดับ เห็นความไม่ดับเป็นของดีไปเลยบางครั้ง เอ้า ...นี่แค่หนึ่งลิปดานะ

แต่เดี๋ยวนี้มันไม่หนึ่งลิปดากันน่ะ มันผิดไปสามร้อยหกสิบองศาน่ะ จนมันวกมาตีหัวตัวเองยังไม่รู้เลย...กูผิดตรงไหนนี่ ทำไมทุกข์มันยังไม่หาย ไม่หมดล่ะ

"ภาวนามาขนาดนี้ ทำไมยังร้องไห้กับเรื่องที่เขาพูดแค่คำเดียวนี่ เอ๊ะ ลงทุนภาวนามาตั้งหลายเดือนหลายปี คร่ำเคร่งพากเพียร แต่ทำไมคำพูดประโยคเดียวนี่ แหมมันแปลบร้องไห้สามวันสามคืนไม่เลิกเลย"

หรือไปเห็นอะไรผิดหูผิดตา ผิดความเคยชินที่คุ้นเคยหน่อย เกิดภาวะที่ต่อต้าน...รับไม่ได้ๆ 

นี่ ช่วงที่ผ่านมา ยังเห็นคนมาบอกเลยว่า ไปภาวนาอยู่ด้วย แล้วก็ไปเป่านกหวีดอยู่ด้วย ...อือ มันเก่งนะนั่น มันเก่งเกินพระพุทธเจ้า มันเก่งกว่าพระพุทธเจ้าอีก ว่า..ไม่เป็นไรหรอก เป่านกหวีดด้วย รู้ตัวไปด้วย

เออ มึงโคตรเก่งเลย กูยังทำไม่ได้เลย ...ขนาดกูอยู่ในป่าคนเดียว กูรู้ตัวอย่างเดียวนี่ กูยังแทบไม่ได้ตลอดเวลาเลยนี่ ...มันเป่านกหวีดกลางม็อบว่ารู้ตัวนี่ มันเก่งจริงๆ

การแอบอ้างในธรรม ด้วยคำพูดปากเปล่ามันเยอะเหลือเกิน จนทำให้คนฟังนี่ตกหลุมตกหล่มไปด้วย เพราะว่าท่าทางเขาดูดีดูใช่ ดูน่าจะเป็นไปได้น่ะ โห 

เราคงทำอย่างนั้นไม่ได้หรอก ถ้าเป็นเรา...เราคงไม่ทำ ถ้าเป็นเรา..เราจะระวังจิตไม่ให้มันเลือกข้างอะไร ถ้าเป็นเรา...เราจะระวัง ละจิตที่จะลากกายนี้ไปเดินอยู่กลางม็อบนั่นน่ะ

ถ้าเป็นเรานี่ เราจะฟัง เราจะเห็น...ด้วยการที่ไม่เข้าไปตีความว่าถูกหรือผิด ว่าใช่หรือไม่ใช่ ว่าควรหรือไม่ควร ว่าดีหรือไม่ดี ว่าเป็นคุณหรือว่าเป็นโทษ ต่อไปในอดีตหรือไปในอนาคต

เราจะไม่มีจิตออกไปหมาย เราจะมีแต่...เห็นรู้ว่าเห็น นั่งรู้ว่านั่ง ได้ยินรู้ว่าได้ยิน เราจะรู้อยู่แค่นี้ เนี่ยแค่จะรักษาการรู้อยู่แค่นี้ก็จะตายอยู่แล้ว บอกให้เลย

กับจิตที่มันดิ้น ความรู้สึกของเราที่มันดิ้นรน...ที่จะไปคว้า ที่จะไปหมาย ที่จะไปจับ ที่จะไปจัดการ ที่จะไปทำให้ได้ ที่จะไปทำให้มี ทำให้ไม่มี...กับอะไรข้างหน้า

แล้วก็ดำรงกาย ดำรงความรู้กับกาย...ให้มันยืด ให้มันยาว ให้มันหนา ให้มันแน่น ให้มันชัด ให้มันมั่นคง เนี่ย...ด้วยความยากเย็น พากเพียรอย่างยิ่ง

เห็นมั้ยว่ารู้สองอย่าง รู้กับกาย...รู้กับรู้นี่ ...มีแค่สองอย่าง ...แต่ว่าการที่จะทรงหรือว่ารักษา...ให้มันยืด ให้มันยาว ให้มันมั่นคงนี่ ...ไม่ใช่ของง่ายเลยนะ

วิธีการน่ะง่าย...แต่เอาไปปฏิบัติจริงน่ะยาก ...แล้วอยู่ท่ามกลางโลกที่มีความสับสน อยู่ท่ามกลางหมู่ผู้ปฏิบัติที่คอยป้อนข้อมูลต่างๆ นานา ที่น่าข้องเกี่ยว ที่น่าเอามาทดลอง ที่น่าจะเอามาพิสูจน์ทราบ

เทคนิคต่างๆ นี่ เปลี่ยนมาหลายเปลี่ยนแล้ว ยังไม่จบวิทยาลัยเทคนิคเลย ...เขาให้เรียนแค่สี่ปีนะ สามปีแล้วใช่ไหม สี่ปีก็จบได้แล้วเทคนิค นี่สามปีก็รีไทร์ซะ...เปิดช็อปตั้งหน้าตั้งตาทำงานได้แล้ว

อย่าเรียนแต่วิทยาลัยเทคนิค มีเทคนิคแปลกๆ ใหม่ๆ มหัศจรรย์พันลึกอยู่เรื่อย ตามแทบไม่ทัน นั่น แล้วจะไปตามทำไม มันเยอะเหลือเกิน ...ไม่ต้องตามแล้ว ก็ไม่เอาเทคนิค...เอาหลัก...หลักศีลสมาธิปัญญา

ก็คือรู้ตัว...อะไรเกิดขึ้นก็รู้ตัว อะไรตั้งอยู่ก็รู้ตัว อะไรตั้งอยู่ไม่ดับก็รู้ตัว อะไรดับไปแล้ว ไม่มีอะไรก็รู้ตัว ...ถ้าเอารู้ตัวเป็นหลัก นี่เขาเรียกว่าเอารู้ตัวเป็นหลัก แล้วจะรู้เองว่าทุกอย่างไม่มีอะไร มีแค่รู้ตัว

เมื่อมันรู้ได้อย่างนั้น อยู่กับตัวได้อย่างนั้น แล้วมันจะรู้เองว่า ตัวนี้จริงๆ คืออะไร เป็นใคร..หรือไม่เป็นใคร มันมีหน้ามีตาเหมือนเราไหม หรือไม่มีหน้ามีตาเหมือนใครเลย

หรือมันเป็นเพียงแค่ปรากฏการณ์ หรือมันเป็นเพียงแค่สิ่งหนึ่ง หรือมันเป็นแค่อะไรอย่างหนึ่ง...ที่ไม่มีความหมาย ที่ไม่มีคุณค่าในตัวของมันเองว่าดีร้ายถูกผิด

อ้อ เพิ่งเข้าใจ อยู่กับมึงมาตั้งนาน เพิ่งเข้าใจว่า มันเป็นอะไรของมันก็ไม่รู้ ...กูหามาแทบตาย กูเพิ่งรู้ว่ากูนี่โง่เหลือเกิน นึกว่าธรรมมันอยู่ตรงนั้น ที่นั้น ที่โน้น ด้วยวิธีนั้นวิธีนี้

โอ เข้าใจแล้วว่านี่มันไม่ใช่เรา มันเป็นเพียงแค่อาการ มันเป็นเพียงแค่การประชุมรวมกันของอาการ ...หาความเป็นชายก็ไม่มี หาความเป็นหญิงก็ไม่เจอ

มันไม่เห็นมีหน้าตาชื่อเสียงติดอยู่ในมันเลย ...มันก็เป็นแค่ความรู้สึกเปล่าๆ หมุนวนสลับสับเปลี่ยนของมันอยู่อย่างนั้น ไม่มีนัยยะสำคัญอะไรแอบแฝงเลย

เอ้า แล้วกูจะเอาอะไรกับมันวะนี่  เฮ้ย แล้วกูจะมาถือมันว่าเป็นของเราได้ยังไงวะนี่  เออ เริ่มเชื่อแล้ว ...อยากเอาสักกายไว้ อยากเอา "เรา" ไว้...ก็ไม่รู้จะเอาไว้ตรงไหน ก็ไม่รู้จะเอาไว้ได้ยังไง

ก็ไม่เห็นว่าอะไรมันเป็นของเราสักอย่างหนึ่งเลย  ตึง แน่น แข็ง อ่อน เย็น ร้อน อ้าว อบ ไหว กระเพื่อม กระเทือน วูบๆ วาบๆ นี่ จะเอาอะไรเป็นเราดีวะนี่

ดูมันเข้าไป เห็นมันที่เดียว ซ้ำซากๆ ลงในอาการเดียวของกาย ดูซิ มันจะไม่เชื่อว่ามันไม่เป็นเรา...ก็ไปอุทธรณ์ฎีกากับพระพุทธเจ้าแล้วกัน เพราะพระพุทธเจ้าท่านบอกแล้ว ประกอบเหตุอย่างไร..ผลอย่างนั้น 

แต่ต้องประกอบเหตุแห่งศีลสมาธิปัญญาจริงๆ นะ ...ไม่ใช่ศีลสมาธิปัญญาที่พวกเราแอบอ้างขึ้นมา ด้วยความเห็นใดความเห็นหนึ่ง ที่ทำให้ศีลสมาธิปัญญานี้ผิดพลาดคลาดเคลื่อนไป

ท่านยืนยัน...เมื่อประกอบเหตุแห่งศีลสมาธิปัญญานี่  ถ้ามันได้ประกอบเหตุอย่างนี้ สัมมาสติอย่างนี้ สัมมาศีลอย่างนี้ สัมมาสมาธิอย่างนี้ สัมมาญาณอย่างนี้ 

ยังไงก็เกิดผล ...ยังไงๆ มันก็เห็นว่ากายนี้ไม่ใช่เราอยู่วันยังค่ำ ...หมดคำกล่าวอ้างแล้ว หมดหนทางที่กิเลสจะมาแอบอ้างว่าเป็นเราอีกต่อไป

นี่ ยืนยันมาตั้งแต่พระพุทธเจ้า แล้วก็สืบทอดการยืนยันมาถึงพระสงฆ์สาวก อริยบุคคล ...จวบจนปัจจุบันนี่ ก็ยังยืนยันกันมาอยู่อย่างนี้

ถึงจุดนี้ต้องเชื่อพระพุทธเจ้าว่าท่านพูดจริง ท่านไม่เคยโกหกเลย ...ทุกคำกล่าว ทุกคำสอน ทุกคำแนะนำ ไม่ผิดเลย มันเป็นอย่างนั้น มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ ...ผู้ใดประกอบเหตุอย่างนี้จริง ได้ผลจริงทุกประการไป 

ไม่รอชาติหน้าด้วย แล้วไม่ต้องรอให้ใครมายืนยันด้วย มันประจักษ์แจ้งแก่ใจเจ้าของนั้นเอง...ใจผู้รู้ด้วย ไม่ใช่ใจเราด้วย ...ไม่ใช่ยิ่งปฏิบัติไปปฏิบัติมา ยิ่งห่างศีลขึ้นไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ ยิ่งห่างกายห่างใจไปเรื่อยๆ 

แล้วไปอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ยังงงอยู่เลยนั่น ...หาที่ละหาที่วางไม่เจอ ไม่รู้จะละอะไร ไม่รู้จะวางอะไรดี เพราะมันเยอะไปหมดเลย ...แล้วก็ละไม่ได้สักอย่าง


(ต่อแทร็ก 15/32)