วันพฤหัสบดีที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 15/21


พระอาจารย์
15/21 (570701B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
1 กรกฎาคม 2557


พระอาจารย์ –  เพราะนั้นปัญหาทุกปัญหานี่ ...ศีลสมาธิปัญญาแก้ได้หมด และแก้ได้จริง และแก้ได้จบด้วย และแก้ได้เป็นที่สุดด้วย ... ถ้าแก้ด้วยวิธีอื่นน่ะ...แก้ไม่ได้ ...ได้ก็ชั่วคราว แต่ไม่จบ

เพราะมันจะมีความคาดหมาย ความคาดหวัง ที่มันไม่รู้จักสิ้นสุด ด้วยอำนาจของตัณหาภายใน มันไม่มีวันจบ ...ได้เท่านี้ก็จะเอาเท่านั้น ได้เท่านั้นก็จะเอาเท่าโน้น ไปเรื่อยๆ ...มันจึงไม่มีทางแก้ได้

แต่ถ้าแก้ด้วยวิถีแห่งพระพุทธเจ้าบอก คือใช้ศีลสมาธิปัญญาแก้ ...มันแก้ได้  มันเย็น แก้ด้วยความเย็นมันได้ ...แต่ในระหว่างที่แก้นี่ ต้องจำไว้อย่าง มันจะดูเหมือนต้องเป็นผู้เสียเปรียบอยู่ตลอด

คือมันจะต้องเป็นผู้ที่รองรับอารมณ์ เป็นผู้ที่เหมือนถูกกระทำตลอด ถูกล่วงเกินตลอด เหล่านี้...ในระหว่างที่มันแก้ด้วยศีลสมาธิปัญญานี่

เพราะนั้นการที่คนทั่วไปนี่ เวลามันเจอประสบกับปัญหาอะไร แล้วมันไม่สามารถเอาศีลสมาธิปัญญาแก้ได้ ...เพราะมันจะรู้สึกว่าตัวเองน่ะเสียเปรียบ ถูกล่วงเกินอยู่แบบข้างเดียวตลอด แล้วมันทานทนไม่ได้

แต่ถ้าเป็นผู้ที่มีรากฐานของการภาวนา คือภาวนาเป็นนิจ หรือภาวนาอยู่ประจำในขณะที่อยู่ดีมีสุข ไม่มีทุกข์เรื่องราวใดๆ ประสบพบพานขึ้นมา ...นี่ มันก็เหมือนกับการสร้างฐาน

เมื่อสร้างฐานของการมีศีลสมาธิปัญญาอยู่ในระดับเป็นนิจ ในระดับเป็นประจำอยู่ตลอด ...มันก็มีพื้นฐาน เหมือนกับเตรียมพร้อมไว้ก่อน เมื่อมีเวลามันเจอเหตุการณ์ที่จะเป็นปัญหาอะไรขึ้นมา

ด้วยวิสัยที่มันเคยมี เคยสร้าง เคยทำในศีลสมาธิปัญญาเตรียมพร้อมมาไว้ ...มันจึงสามารถเข้าไปรองรับอารมณ์ที่ถูกล่วงเกิน ที่ดูเหมือนถูกกระทำข้างเดียวได้...ด้วยความอดทนและตั้งมั่น

และตรงนั้นน่ะ ปัญญามันก็จะเกิด ...อย่างที่เราบอกว่า มันก็จะเกิดทบทวนหาสาเหตุอยู่ภายใน  ไม่ใช่ไปหาสาเหตุภายนอกนะ ...มันจะหาสาเหตุภายในที่ว่าเป็นต้นตอของทุกข์จริงๆ คือสมุทัย

แล้วก็จะได้จับ...จับที่เหตุนั้นได้  แล้วก็แก้ที่เหตุนั้นได้ตรง แล้วก็แก้ได้ตรงต่อเหตุนั้นๆ ...ทุกข์มันก็จะสลายไปให้เห็นคาหูคาตานั้นเลยแหละ

คำว่าทุกข์สลายไป...คือทุกข์ของเรานะ  ไม่ใช่ทุกข์ของเรื่องราวนะ ...ความเป็นเจ้าของทุกข์ก็จะสลายไปให้เห็นเป็นปัจจุบัน 

นี่ ไม่ต้องรอภพหน้าชาติหน้า...ให้มาเกิดใหม่แล้วไม่มีทุกข์นะ ...มันก็จะเกิดความสลายทุกข์ คลายจากทุกข์ อย่างเป็นปัจจุบันทันด่วนตรงนั้นได้เลย

เมื่อมันเห็นถึงการเข้าไปสลายทุกข์ดับทุกข์ได้ที่เหตุ มันก็เกิดความเชื่อมั่น...เชื่อมั่นในการปฏิบัติต่อศีลสมาธิปัญญา ใช้ศีลสมาธิปัญญาเป็นเครื่องปฏิบัติต่อทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงนี่

มันก็เกิดกำลังใจ มันก็เกิดความเชื่อมั่นว่าแก้ได้จริง ว่าวิถีแห่งพุทธ วิถีแห่งพระพุทธเจ้า วิถีแห่งมรรค วิถีแห่งศีลสมาธิปัญญานี่ แก้ทุกข์ได้จริง ...ไม่ได้แก้เรื่องราว แต่มันแก้ทุกข์ของเราได้จริง

ทีนี้มันก็ไม่กลัวแล้ว ค่อนข้างมีกำลังใจที่จะกล้าเผชิญต่อทุกสภาวะทุกข์...ทั้งที่อยู่ในปัจจุบัน ทั้งที่ยังมาไม่ถึงคือในอนาคต ...มันก็ไม่กลัว

มันก็สามารถที่จะเผชิญกับทุกสิ่งด้วยความไม่ประหวั่นพรั่นพรึง  ไม่หนี ไม่หันหลังหนี  ไม่เบี่ยงเบน ไม่หาตัวช่วย ...นี่ มันจะมีกำลังอยู่ในตัวของมันด้วยศีลสมาธิปัญญา

แล้วจากนั้นไปมันก็จะก้าวข้ามสภาวะทุกข์ภายในภายนอก ที่ดูเหมือนมันจะมาทับถมขึ้นไปเรื่อยๆ ให้เรียนรู้ ...นี่ด้วยอำนาจของกรรมและวิบากที่กระทำมานับภพนับชาติไม่ถ้วนน่ะ

มันก็จะไปดึงหรือไปสร้างสภาวะกรรม ทั้งเป็นกุศลและเป็นอกุศล...ซึ่งส่วนมากจะเป็นแต่อกุศล ไม่ใช่กุศลหรอก ...เพราะไอ้กุศลมันก็มาใช้อยู่ตรงที่ว่าพาให้น้อมนำจิตอยู่ในศีลสมาธิปัญญานี่

เพราะนั้นสิ่งที่มันจะเจอนั่นน่ะ...เบื้องหน้ามันนี่ จะเจอแต่ทุกข์ คืออกุศลซะส่วนใหญ่ ...เพราะนั้นมันก็จะเป็นการเรียนรู้ ให้เกิดความก้าวข้าม...ลุล่วง

เรียกว่าทำความรู้แจ้งแทงตลอดในทุกสภาวการณ์ ทุกสภาวะอารมณ์ ทุกสภาวะบุคคล ทุกสภาวะเรื่องราว

ในขณะเดียวกัน พอมันไม่มีสภาวะภายนอกที่จะต้องพิจารณาถึงต้นตอสาเหตุแล้ว มันอยู่ของมันเฉยๆ มันก็พิจารณาภายใน...ในองค์ขันธ์ ในองค์กาย ในความเป็นไปของกาย ในความเป็นไปของขันธ์ อยู่เป็นกิจวัตร

เหมือนกับลับมีด ฝนมีดให้คมอยู่เสมอ ...เหมือนกับสร้างเสบียงกรังในการก้าวเดินไปในมรรค โดยการดำรงชีวิตอยู่ในโลก ซึ่งไม่รู้ว่าจะเจออะไรบ้าง จะเจอใคร จะเจอเรื่องของใคร

นี่ จะมีเหตุการณ์ใดๆ ในโลก ที่มันมาบีบคั้นให้ทุกข์ทรมาน อึดอัด คับข้อง เร่าร้อน ...มันก็อยู่ด้วยความพรักพร้อมอยู่ตลอด แล้วก็ทำความรู้ทำความแจ้งอยู่ภายในขันธ์เป็นปกติวิสัย

อันไหนเป็นเรา อาการตรงไหนที่มันเป็นเราบ้าง อันไหนส่วนไหนที่มันยังว่าเป็นเราอยู่มั้ย ตรงนี้มั้ย ตรงนั้นมั้ย มันเป็นเรามั้ย ...ก็คอยตรวจสอบทบทวนลักษณะอาการของกาย ของจิต ของขันธ์ อยู่ตลอดเวลา

เพื่อลบล้างความเห็นความเชื่อแบบโง่แบบผิด...ว่าอันนั้นก็เรา อันนี้ก็เรา  นี่ ขาก็เรา หน้าก็เรา เมื่อยก็เรา ปวดก็เรา เห็นก็เรา ได้ยินก็เรา ความคิดก็เรา ความเห็นก็เรา สุขก็เรา ทุกข์ก็เรา

มันก็คอยดู คอยสังเกต ว่าแต่ละอาการที่มันขึ้นมา ปรากฏขึ้นมา ...มันเป็นเราได้อย่างไร มันเป็นเราตรงไหน มันเป็นเราจริงมั้ย หรือเป็นเราสักนิดนึงมั้ย ...หรือแท้จริงมันไม่เป็นอะไรเลย

นี่ ก็คอยสังเกตพิจารณาอยู่ภายใน ...ไม่อยู่ด้วยความปล่อยปละละเลย ไม่อยู่ด้วยความลุ่มหลงมัวเมาเผลอเพลิน หรือไม่อยู่กับความสนุกสนานเฮฮาไปกับอารมณ์ในโลก

มันก็ไม่ปล่อยเวลาให้มันล่วงผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ ...เวลามันต้องเผชิญกับวิถีกรรมวิบากกรรม ที่มันผูกอยู่กับสัตว์บุคคล มันก็ทำความรู้แจ้งรู้จริงไปกับแต่ละส่วนอาการของกายของขันธ์

ซึ่งส่วนใหญ่ที่เราจะให้เน้นย้ำ...คือส่วนของกาย  ลักษณะอาการของกายตรงนั้นตรงนี้ มันเกิดความรู้สึกในการยืน ในการเดิน ในการนั่ง

แล้วในความรู้สึกของในการนั่ง มันมีความรู้สึกอะไรบ้าง...มันแข็ง มันตึง มันหนา มันหนัก มันยืด มันหยุ่น มันนิ่ง มันร้อน มันไหว มันวูบ มันกระเพื่อม มันกระเทือน

นั่น ดู สังเกต แยบคายกับอาการที่มันปรากฏผุดโผล่ขึ้นมา...เป็นความรู้สึกใดความรู้สึกหนึ่งของกาย  ไม่ว่าจะเป็นส่วนบนส่วนล่าง ส่วนหน้าส่วนหลัง ส่วนซ้ายส่วนขวา...ก็ดูมันไป

ก็แยบคายว่ามันเป็นเรายังไง มันเป็นแค่ความรู้สึกหรือมันเป็นเรา อันไหนจริงกว่ากัน อันไหนที่มันยังว่าเป็นเรา ...ก็ดูไปด้วยความอดทน

จนถึงแก่นของการปรากฏของมันจริงๆ ว่า...อ้อ แท้ที่จริงมันไม่ใช่เรานี่ มันเป็นแค่ลักษณะอาการ ...เนี่ย ให้มันเห็นจนจิตมันยอม ยอมเป็นส่วนๆ ไป ว่านี่...มันไม่ใช่เราจริงๆ

แต่ถ้ามันไปติดไปข้องตรงไหน มันไปคาอยู่ตรงไหน ก็อดทนดูมันไปก่อน ...เพราะไอ้ส่วนที่มันจะติดข้องค้างคามากในกาย ก็คือเวทนา...ทุกขเวทนาในกาย

พอไปเจอตรงนี้ขึ้นมาปั๊บนี่...สลัดไม่หลุดเลย สลัดเราออกไม่ได้เลย ติดแบบแหง็กเลยน่ะ ไม่รู้จะทำยังไง ...ก็อดทนอย่างเดียว ดูมันไป

จนกว่ามันจะลุล่วง ปรุโปร่งไปว่า...เออ เวทนาสักแต่ว่าเวทนา ก็เป็นก้อนเวทนาก้อนหนึ่ง ไม่ใช่เรา ...ซึ่งมันอาจจะเห็นได้เป็นแค่แว้บๆ ในบางเวทนาหนักๆ และนาน

ก็ฝึกมันไปอยู่อย่างนี้ เรียกว่าเป็นการเอาปัญญาไปลบล้าง ...คือศีล-สมาธินี่ทำให้เกิดปัญญา แล้วปัญญาคือเห็นความเป็นจริงนี่ มันจะไปลบล้างความเห็นไม่จริง

ความยึดมั่นถือมั่นที่เกิดจากไม่รู้จริง ไม่รู้ว่ามันไม่ใช่เราจริงๆ แต่มันก็ยังว่าเป็นเราอยู่ อย่างเนี้ย ...ปัญญามันจึงเข้าไปลบล้างความหมายมั่นที่ผิดๆ ว่าลักษณะอย่างนี้เป็นเรา ลักษณะอย่างนี้เป็นของเราอยู่

แต่ถ้าเราไม่ขวนขวายใส่ใจอย่างเนี้ย ...ยังไง้ยังไง มันก็จะเหมารวม ว่าทั้งหมดทั้งมวลนี้เป็นเราทั้งหมดเลย ...โดยที่เรียกว่าอยู่กับขันธ์ อยู่กับการดำเนินชีวิตใช้ชีวิตนี่ ด้วยความนิ่งดูดาย

เหมือนกับนิ่งดูดายกับมัน ...พอนิ่งดูดายกับมัน เดี๋ยวมันจะหลงโดยปริยาย ไม่รู้ตัวเลยว่ามันกำลังหลงอยู่ว่าเป็นเรา โดยที่ไม่รู้สึกว่าผิด-ถูกแต่ประการใดเลย ...มันก็ว่าไม่เห็นจำเป็นจะต้องไปทำอะไร 

นี่ มันจะอยู่ด้วยความมัวเมา ลงเพลินด้วยความไม่รู้เนื้อรู้ตัวเลย ...แต่พอมันมีการภาวนาสร้างสติ สมาธิ ศีลปัจจุบันขึ้นมาแล้วนี่ มันจึงเกิดความรู้สึกเหมือนเอะใจขึ้นมา

ว่า...เอ๊ะ มันใช่เราจริงมั้ย จริงๆ แล้วมันเป็นอะไรกันแน่ ...ไอ้ที่มันนั่งอยู่นี่  ไอ้ที่ว่าเรานั่งอยู่นี่ แล้วก็รู้ว่าเรานั่ง เรากำลังนั่ง มันเป็นอะไรกันแน่ มันเป็นเราตรงไหนกันแน่ มันเป็นเราจริงๆ มั้ย

เนี่ย มันก็เกิดความพินิจพิเคราะห์ เรียกว่าแยบคายนั่นเอง  ลึกซึ้ง แยกแยะ แบ่งแยก ในแต่ละส่วนแต่ละความรู้สึกออกจากกัน นั้นเป็นนี้ นี้เป็นนั้น คนละส่วนกันอย่างไร

แล้วแต่ละส่วนมันแสดงความเป็นเราอย่างชัดเจนจริงๆ มั้ย หรือไม่ได้มีความรู้สึกเป็นเราอย่างชัดเจนจริงๆ เลย ...มันก็พิจารณาตีเข้าไป ตีในกองกาย ตีในกองขันธ์

จนแตกหมด แตกออกมาเป็นสัดเป็นส่วน เป็นชิ้นเป็นอัน เป็นคนละชิ้นคนละอันกัน เป็นคนละส่วน ไม่ได้ข้องแวะเกาะเกี่ยวจนผสมรวมกันเป็นเราได้อย่างไรแต่ประการใด อย่างเนี้ย

ความคลี่คลายจากความยึดมั่นถือมั่น ความรู้สึกที่เป็นตัวเราของเราภายใน  มันก็ค่อยๆ เจือจาง คลี่คลายไป ไม่ค่อยผูกพันมั่นหมายเป็นเรากับอะไรมากเท่าเก่าเท่าเดิม หรือยิ่งกว่าเก่ายิ่งกว่าเดิม

แต่ถ้าไม่ได้อยู่ด้วยภาวนานี่ มันจะยิ่งพอกพูนสะสมความเป็นเรานี่...มากขึ้นๆ ไป...ทุกครั้งที่เราเกิดมากับกายกับขันธ์พร้อมกับความไม่รู้

การกระทำ คำพูด ความคิด ทำตามความคิดของเรา ทำตามความเห็นของเรา แล้วได้ผลอะไรตามความคิดความเห็นของเราขึ้นมานี่ ...มันจะเข้าไปถือครอง

แบบว่า..."เรา" นี่เป็นผู้ที่ใหญ่ "เรา" นี่เป็นผู้ที่แข็งแรงแข็งแกร่ง ทำได้ทุกอย่าง ...มันก็ยิ่งสร้างความเที่ยงถาวรของ "เรา" นี่มากขึ้นในทุกครั้งๆ ไปเลย

เพราะนั้น ถ้าปล่อยให้วิถีการดำรงชีวิต ดำรงหมุนวนอยู่ในความเกิดตายซ้ำลงไป ซ้ำซากอยู่อย่างนี้ ...เวลาเกิดความรู้สึกที่จะเข้าไปทำความละเลิกเพิกถอนความเป็นเราด้วยการภาวนาแล้ว...มันจึงยาก

มันจะยากขึ้น เพราะเราไปสร้างให้มันแข็งแกร่งแบบเท่ากับหินผาเลย ...เวลาพอตั้งใจจะมาละ จะมาภาวนาแก้ไข มันจึงกลายเป็นเหมือนกับเอาค้อนปอนด์ไปทุบหน้าผาอย่างนี้

มันแทบจะไม่รู้สึกเลยว่า...มันได้รับการสึกกร่อน หรือว่ามันจะทลายลงได้เมื่อไหร่วันไหนเวลาใด

เพราะนั้นพวกเรานี่ มันผ่านการเกิดตาย แล้วก็ผ่านการสะสมความแข็งแกร่งของ "เรา" นี่มาทุกภพทุกชาติอยู่แล้ว ...เวลาภาวนามันจึงรู้สึกว่ามันละได้ยากเหลือเกิน

เวลาภาวนา...มันเข้าไปถึงเหตุแห่งเรา เห็นแล้วว่าเหตุแห่งเราคือตรงนี้ ...แต่ไม่สามารถจะทำความกะเทาะ หรือทำความแตกสลาย หรือทำความแยกให้รู้สึกว่า มันเสื่อมคลายเสื่อมถอยลงไปได้เลย

ดูเหมือนกับการปฏิบัติการภาวนา การตั้งรับตั้งรู้อยู่กับเรา ไม่ทำตามอำนาจของเรานี่ ...มันเหมือนกับเอาไข่ไปขว้างใส่ก้อนหิน โดยที่มันไม่ไหวติงเลย

ความเป็นเรา...ก็ยังอยู่แบบคาใจอยู่อย่างนั้น ตลอดเวลาทุกวินาที ทุกปัจจุบันเลย นี่ พอมันเห็นอย่างนี้ปั๊บนี่ หรือว่าภาวนาแล้วมันเข้าไปเห็นตรงนี้ปั๊บ มันก็เกิดความท้อถอย เกิดความอ่อนใจ 

เกิดความลังเลในศีลสมาธิปัญญา..ว่าไม่น่าจะเอาไหว ไม่น่าจะแก้ได้ ไม่น่าจะเอาอยู่ ไม่น่าจะลบล้างความรู้สึกเหล่านี้ได้ ...ก็เลยเลิกปฏิบัติไปซะ 

แน่ะ เข้าร่องเลย...เข้าร่องของกิเลสเลย เข้าร่องของการที่ว่าจะไปทำตามอำนาจของ "เรา" ...เพื่อให้ "เรา" อยู่ยั้งยืนยงต่อไปทุกภพทุกชาติไป

เนี่ย เมื่อไหร่จะมีวันเวลาที่เรียกว่าพลิกอยู่เหนือมันได้บ้าง ...ก็ได้แค่เรียกว่าแทบจะหาเวลาหรือหาวันนั้นได้...คงจะไม่เจอในเร็ววันนี้หรอก หรือในชาติใกล้ๆ นี้เลย

เพราะนั้น เมื่อได้เข้าใจถึงวิถีแห่งการปฏิบัติในองค์มรรคแล้วนี่...ก็ต้องรีบเร่งทำ ...แล้วก็ต้องรับรู้ ต้องเข้าใจ...ว่าจะต้องเผชิญกับอาการนี้แน่ๆ ทุกตัวคนไป

เพียงแต่ว่าให้อดทน ไม่เบือนหน้าหนี ไม่ทิ้งการปฏิบัติ ก็ทำไปเถอะ  มันจะดูเหมือนได้ผล-ไม่ได้ผล  ดูเหมือนจะละความเป็นเราไม่ได้เลยในชาตินี้อะไรก็ตามอย่างที่มันบ่น อย่างที่มันว่า

หรือว่าทำแล้วมันไม่รู้สึกเลยว่ามันดีขึ้น...ในแง่ที่ความเป็น "เรา" น้อยลง มันไม่ดีขึ้นในแง่นี้เลยก็ตาม...ก็อย่าทิ้ง ก็อย่าเลิก ...เพราะสิ่งที่เราสะสมพอกพูนมานี่ มันมากมายมหาศาล 

มันจึงต้องใช้เวลา ต้องใช้ความเพียร ต้องใช้ความอดกลั้นอดทน ...ไม่ปล่อยตามกระแส ไม่ปล่อยไปตามอารมณ์ ไม่ปล่อยให้มันเป็นไปตามความอยากแบบง่ายๆ สบายมือ แบบโดยเจตนาหรือจงใจเลยอย่างนั้น

ก็ต้องมีการเอาตัวศีลสมาธิปัญญาเป็นตัวรั้งตัวดึงไว้ ไม่ให้จิตมันทำไปตามอำนาจความทะยานอยากของมันแบบคุ้นเคย แบบเดิมๆ แบบสะดวกคล่องมือคล่องปาก ...นั่นน่ะ คือการต่อสู้เบื้องต้น

แล้วก็อาศัยความเพียรไม่หยุดไม่หย่อน ภาวนาแบบไม่หยุดไม่หย่อน  ได้นิดเอานิด ได้น้อยเอาน้อย ได้มากเอามาก ได้นานเอานาน ได้ต่อเนื่องก็เอาต่อเนื่อง ...คือไม่หยุดในการภาวนา

อย่าทิ้งช่วง อย่าปล่อยปละละเลย เป็นวัน เป็นหลายวัน เป็นเดือนเป็นปี หลายปี ...นี่ให้มันได้ทุกชั่วโมงนาทีไป อย่างน้อยในหนึ่งชั่วโมงนี่ การรู้ตัวต้องมี

จะครั้งนึง จะสองครั้ง จะสิบครั้งร้อยครั้ง จะได้กี่นาที ...คือโดยเฉลี่ยแล้วหนึ่งชั่วโมงนี่ จะต้องมี ศีลสมาธิปัญญากำกับอยู่บ้าง ...นี่ ต้องสร้างเป็นนิสัย

เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ นี่ก่อน  จุดเล็กๆ ทีละขณะนึงก็ดี ...แต่ว่าในเฉลี่ยหนึ่งชั่วโมงนี่ ต้องให้ได้สักหนึ่งครั้ง นี่เขาเรียกว่าให้โอกาสเยอะแล้วนะ

หนึ่งชั่วโมงนี่ถือว่า...โอ้โห ถ้าไปเทียบกับศีลสมาธิปัญญาระดับที่ไปลบล้างกิเลสโดยสิ้นเชิงนี่...มันต้องเรียกว่าร้อยเปอร์เซ็นต์ หมายความว่าศีลสมาธิปัญญาบริบูรณ์คือร้อยเปอร์เซ็นต์

ร้อยเปอร์เซ็นต์คือหมายความว่า สมมุติว่านั่งห้านาทีนี่...คำว่ารู้ตัวนี่ ไม่มีคำว่าอะไรมาสอดแทรกในระหว่างกายกับรู้ได้เลย ...มันจะชัดอยู่สองสิ่งนี้ โดยที่จิตก็ไม่สามารถแทรกได้

กายอื่นนี่ไม่มีมาแทรก  กายอดีต กายอนาคต กายคนนั้นกายคนนี้...ไม่มี ...จะมีแต่กายปัจจุบันล้วนๆ แล้วก็มีใจที่รู้ล้วนๆ ที่ไม่มีความคิด อารมณ์ แทรกขึ้นมาเลย

แล้วก็ในห้านาทีนี่หมายความว่าเต็มอยู่ในนั้น นี่ ถึงบอกว่าศีลสมาธิปัญญาที่ฝึกอย่างเข้มงวดแล้ว มันเต็ม ...แล้วไม่ใช่เต็มห้านาที เต็มทั้งวันเป็นอัตโนมัติอยู่ในนั้น ไม่มีอะไรสอดแทรกขึ้นมาได้เลย


(ต่อแทร็ก 15/22)




วันอังคารที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 15/20 (2)


พระอาจารย์
15/20 (570701A)
1 กรกฎาคม 2557
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก  15/20  ช่วง 1

พระอาจารย์ –  นี่ มันเข้าใจผิดอยู่ตลอดสายเลย มันก็เลยเกิดการเข้าไปพยายามที่จะไปแก้ไข ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง

เปลี่ยนแปลงขันธ์ เปลี่ยนแปลงโลก เปลี่ยนแปลงความเป็นไปของสัตว์บุคคล เปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ต่างๆ นานา ...จนท้ายที่สุดแล้ว มันก็เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้จริงๆ

ขนาดมันเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้จริงๆ มันก็ยังไม่ยอม ...นี่ มันดื้อรั้น ด้วยความไม่รู้นี่มันดื้อรั้นอยู่อย่างนั้น ...ยิ่งไม่ยอมเท่าไหร่ มันก็ยิ่งเป็นทุกข์เท่านั้น

นี่ เห็นมั้ยว่ายามป่วยไข้ แล้วไปรักษา ...ก็แล้วมันรักษาไม่หาย หรือมันไม่ดีขึ้นนี่ หรือมันดีไม่เท่าที่คาด ที่หมาย ที่หวัง หรือมันอาจจะไม่หายอย่างที่ต้องการ

แค่นี้ มันจะเกิดความหงุดหงิดขุ่นมัว ว่าไม่เป็นดังที่มันต้องการให้เข้าไปจัดการกับขันธ์นี้ ให้เป็นไปดั่งที่ปรารถนา ...ก็เกิดทุกข์โดยใช่เหตุขึ้นมา

ทุกข์ก็มากขึ้นโดยที่ไม่มีสาเหตุ ...ซึ่งทั้งหมดมันเป็นเรื่องของความเป็นจริงทั้งนั้นน่ะ...ที่มันไม่เป็นไปตามอำนาจของเรา ...แต่มันไม่ยอมรับ

เมื่อไม่ยอมรับมันก็ยิ่งเกิดสภาวะต่อต้าน  ยิ่งต่อต้านมากเท่าไหร่ ต่อต้านความเป็นจริงเท่าไหร่ ไม่ยอมรับความเป็นจริงเท่าไหร่ ...ทุกข์ของเราก็มากขึ้นเท่านั้นเป็นทวีคูณ

ด้วยปัญญาของผู้ภาวนานี่  มันจะต้องมาเห็นจุดเหล่านี้...ด้วยการภาวนา ...แล้วก็มาสังเกตอาการ ลักษณะอาการต่างๆ ของการยึดมั่นถือมั่น

ความยึดมั่นถือมั่นมันมาจากไหน มันเกิดที่ไหน มันมาเพราะอะไร  แล้วมันตั้งอยู่ได้อย่างไร มันไม่ดับไปได้เพราะอะไร ...มันก็ต้องคอยมาสืบค้นหาสาเหตุ ทวนอยู่นี่

ความเป็นเรา...ความเป็นเราที่ไม่รู้มันมาจากไหน แล้วมันอยู่ได้อย่างไร แล้วมันอยู่ได้ตลอดเวลาได้อย่างไร  ไม่รู้จะทำลายมันได้อย่างไร ด้วยวิธีการใด

ถ้ามันไม่มีปัญญา ...มันก็จะไม่รู้จักวิธีการเข้าไปทำลายต้นสายปลายทางของการเกิดทุกข์ขึ้นมา

แต่ถ้าภาวนาตามหลัก ตามวิถีแห่งมรรค...สติศีลสมาธิปัญญา ...อะไรก็ตามที่อยู่ในความเป็นสัมมาแล้วนี่ มันก็จะเห็นเค้าลางแห่งการที่จะเข้าไป...เริ่มตั้งแต่ทำความเจือจางในความรู้สึกเป็นเรา

จนถึงทำความเหือดแห้งหายไปของเรา จนเห็นถึงความหมดสิ้นไปของเราได้ ...ไปตามขั้นตอน ไปตามภูมิกำลังของการปฏิบัติที่ตรงต่อศีลสมาธิปัญญา

ก็อย่างที่บอกอยู่ทุกครั้งว่า...ความเป็นเรา ความรู้สึกเป็นเราที่มันมีอยู่ภายในทุกทั่วทุกตัวคนนี่ ...สาเหตุหลักสาเหตุใหญ่ของมันเลย คือมันมาหมายตัวร่างกายนี่...ที่ประกอบด้วยขาสอง แขนสอง หัวหนึ่งนี่ 

มันมาหมายส่วนนี้...โดยเป็นส่วนใหญ่เลย ที่มันมาหมายว่าเป็นตัวของเราจริงๆ ...มันทุ่ม มันทุ่มน้ำหนัก มันทุ่มความเห็นความเชื่อลงมาหมายที่ในตัวกายนี่

โดยเป็นตัวหลักใหญ่...ซึ่งทำให้ดูเหมือนความยั่งยืนคงทนของความรู้สึกที่เป็นเรามันไม่สูญหายจางคลายไปได้เลย ...มันทิ้งน้ำหนักอยู่ตรงที่ตัวกายนี่เป็นหลักใหญ่

เพราะนั้นการเริ่มต้นที่จะสร้างปัญญาเพื่อเข้าไปทำลายล้างหรือเจือจางความเป็นเรานี่ ...มันจึงต้องมาเริ่มต้นกับการพิจารณากายจริงๆ ให้เกิดความรู้ความเห็นกายตามความเป็นจริงขึ้นมา

ว่ากายตามความเป็นจริงนี่ มันไม่ใช่เราอย่างไร มันไม่ใช่ของเราอย่างไร  สภาพที่แท้จริงของมันคือมันแค่ไหน อะไรเป็นกายที่แท้จริงกันแน่  ความเป็นกายที่แท้จริงมันอยู่แค่ไหน มันเท่าไหร่

เหล่านี้ เรียกว่าการพิจารณากาย ...มันก็จะเกิดความรู้ความเห็นต่อกาย อย่างตรง อย่างจริง อย่างชัดเจน ซึ่งมันไม่มีนัยยะของ "เรา" แอบแฝงอยู่เลย

กายจริงๆ น่ะ มันไม่มีนัยยะของใคร บุคคลใด ความมีชีวิตใดๆ ความเป็นสมมุติบัญญัติภาษาใดๆ  ความมีชื่อมีเสียง มีสุขมีทุกข์ใดๆ เลย

มันก็ไม่มีอะไร ไม่มีนัยยะใดๆ แอบแฝงอยู่เลย ...ถ้าเป็นกายตามความเป็นจริงหรือกายอย่างแท้จริง

นี่ ตรงนี้เท่านั้นน่ะ มันจึงจะเข้าไปลบล้าง เจือจางความรู้สึกแบบผิดๆ ซึ่งมันสร้างมาจากจิตไม่รู้ที่ขึ้นมาหมายว่า...นี่ ทั้งหมดนี่เป็นตัวเราของเรา ...มันก็จะค่อยๆ คลี่คลายไปทีละเล็กทีละน้อย 

เมื่อมันค่อยๆ คลี่คลายไปแล้วนี่ ...ความรู้สึกเป็นสุขเป็นทุกข์ของเราในเรื่องต่างๆ ที่ผ่านการเห็น การได้ยิน การคิด การนึก การจำ เรื่องราว บุคคล สถานที่ เหตุการณ์  

มันก็จะค่อยๆ เข้าไปเจือจางความรู้สึกเป็นสุขเป็นทุกข์ของเรา...น้อยลงไปๆ เรื่อยๆ ...นี่เรียกว่าปัญญาเข้าไปแก้ไขตัวเอง ตัวเรา ...ไม่ได้แก้ที่อื่นเลย

ถ้ายิ่งแก้ที่อื่นน่ะ ยิ่งเดือดเนื้อร้อนใจ ...ถ้ายิ่งแก้ที่อื่นยิ่งวกวน ยิ่งสับสน ยิ่งหาจุดจบไม่ได้

เหมือนกันกับที่เขาประท้วงกันแบ่งเป็นสองฝ่าย ต่างฝ่ายต่างมุ่งไปสู่จุดหมายที่มันต้องการ ไม่เปลี่ยนแปลงเลย ...มันก็ไม่มีทางหรอกที่มารอมชอมกันได้เลย เป็นไปไม่ได้

จนกว่าทุกคนจะหยุด แล้วก็กลับมาแก้ที่ตัวเอง แก้ที่ความอยาก-ความไม่อยากของเรา  แล้วก็สุดท้ายก็มาแก้ที่ตัวเรา ความรู้สึกที่เป็นเรา เหล่านี้ ...เมื่อนั้นน่ะ ทุกอย่างก็สงบสันติหมดเลย

ไอ้ที่มันเดือดร้อนวุ่นวายอยู่ทุกวันนี่ก็เพราะว่า "เรา" น่ะ ...แต่ละ "เรา" แต่ละบุคคลนี่  มันแสดงความเป็นเราแบบแข็งแกร่ง แข็งแรง แบบไม่ไว้หน้ากัน แบบเอาชนะซึ่งกันและกันอยู่อย่างนี้

มันจึงเกิดความต่อสู้ต่อต้านกัน ไม่ยอมรับซึ่งกันและกัน ต่างๆ นานา ...จนเป็นปัญหาโลกแตกที่แก้ไม่ได้ เป็นปัญหาที่แก้ไม่ได้เลย ดูเหมือนไม่รู้จะแก้กันยังไงได้เลย

ถ้าแก้ทางโลก ยุติทางโลกนี่ แก้อะไรไม่ได้ ...พอแก้ไม่ได้ ในทางโลกมันมีวิธีแก้ของมันเองคือ เคลียร์ คัทเลย ...นี่ มันจะต้องทำอย่างนั้นน่ะ

เหมือนกับสงครามโลกแต่ละครั้งนี่ เกิดขึ้นเพราะความขัดแย้ง ไม่มีใครสลายความขัดแย้งได้หรอก ...จนมันฆ่าฟันกันบรรลัยทั้งหมดทั้งสองฝั่งแล้วน่ะ 

หรือไม่ก็ต้องแบบมันแพ้-ชนะกันไปเลยโดยเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแล้ว มันก็จะหยุด ยุติชั่วคราว ...แต่มันไม่ได้ยุติสงบเลยนะ มันก็เป็นการยุติชั่วคราว

ตราบใดที่มนุษย์ยังถือความเห็นของเราเป็นใหญ่ แล้วก็มีเป้าประสงค์ของเราอยู่ลึกๆ แล้ว ...มันก็พร้อมก่อตัวให้เกิดความขัดแย้งขึ้นมาได้ในแต่ละช่วงเวลาของโลก

เพราะนั้นโลกนี้จึงอยู่ด้วยสภาวะที่หาความแน่นอนไม่ได้อยู่ในนี้ ...เมื่อใดที่มนุษย์ยังมีกิเลสครอบงำ กิเลสยังครอบครองความเป็นไปในโลกโดยรวมโดยทั้งหมดแล้วนี่

มันไม่มีความมั่นคงถาวรอะไรหรอก มันก็ขึ้นๆ ลงๆ ของมันอยู่อย่างนี้ ...เพราะฉะนั้นมันจะแก้ไม่ได้ แก้กิเลสคนในโลกไม่ได้

เพราะมันแก้กิเลสคนในโลกหรือว่าให้คนในโลกทั้งหมดหยุด แล้วก็มาแก้ที่ตัวเองทั้งหมดทั้งโลก ...มันก็ไม่ได้ มันก็ทำไม่ได้ นอกจากว่าต่างคนต่างแก้

ใครมีความเห็นดีเห็นชอบ เห็นตรงต่อธรรม...ว่าเอาตัวรอดออกจากทุกข์ในโลก ออกจากทุกข์ในขันธ์ได้อย่างไร  ก็เพียรแก้ตัวเองไป คนอื่นช่างหัวคนอื่น ...ประมาณนั้นน่ะ เอาตัวรอดก่อน

ต้องเอาตัวรอด อย่าไปเอาคนรอบข้างรอดไปพร้อมกัน จะตายทั้งกรม ตายทั้งกองเลย  ไม่ใช่กรมอย่างเดียว กองทัพก็ตายหมด ...นี่ ไม่ได้  ต้องเอาตัวเองรอดก่อน...ด้วยการภาวนาใครภาวนามัน

ส่วนถ้าบุคคลใดเขาไม่ภาวนา หรือว่าไม่คิดจะแก้ไขตัวของเรา ตัวของตัวเองแล้วนี่ คือบอกแล้วไง วิถีกรรม มันเป็นวิถีที่มันเป็นมาตรฐานเดียวกันหมด หมายความว่ามันหนีไม่พ้นหรอก

วงจรกรรม...ทำอย่างไร ผลอย่างนั้น มันจะเป็นอย่างนั้นคือไม่ต้องไปพิพากษา ไม่ต้องไปตั้งตัวเองเป็นผู้พิพากษา หรือไปให้คนอื่นคนนั้นคนนี้มาเป็นผู้พิพากษา 

ตัวของกรรมนี่...จะเป็นตัวพิพากษาเอง ...หมายความว่ามันเป็นสิ่งที่ตายตัวเลย ยังไงก็ต้องได้รับผลแน่ๆ โดยตัวของเขาเอง

แต่คราวนี้ไอ้คนรอบข้าง ไอ้คนที่มันอะไรต่อกันแล้วนี่ คือมันประเภทแบบว่า...มันไม่ทันใจกูว่ะ มึงทำไมให้ผลช้าเหลือเกินวะ เนี่ย เมื่อไหร่มันจะได้แบบทันหูทันตา 

แบบชี้นิ้วปุ๊บ..เหมือนกับเป็นแม่มดกายสิทธิ์อย่างนี้  จะให้มันเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ อย่างโน้นน่ะ ...มันก็ไปเร่งรัดให้เกิดผลนั้นเร็วๆ ด้วยการกระทำคำพูด ...ยิ่งซ้ำเติมตัวเองขึ้นไปอีก ยิ่งแก้ยิ่งยุ่ง

ก็ปล่อยให้เป็นไปตามวิถีกรรม ...ก็ยกจิต ยกใจ ยกตัวของแต่ละบุคคลนั้นออกนอกวงจร ที่จะเข้าหมุนวนคลุกเคล้าจนมันเกิดกระแสดูดกลืนเข้าไปจมเกลือกกลั้วจนลืมหูลืมตาไม่ขึ้นได้เลย

เพราะนั้นการฝึกจิตฝึกใจของตัวเองน่ะ  มันจะช่วย...ช่วยตัวเองได้ก่อน แล้วมันก็จะช่วยคนอื่นได้ทีหลัง ...เมื่อเราดีแล้ว หรือไม่มีเราไปเป็นสุขเป็นทุกข์ หรือว่าตาปากเป็นไฟ

นี่ มันเย็น คนรอบข้างเขาจะรับความเย็นได้เองน่ะ  มันก็จะมีการปรับไป เปลี่ยนไป ...ต้องเปลี่ยนที่ตัวเองก่อน พอเปลี่ยนที่ตัวเองก่อน คนอื่นเขาจะเปลี่ยนได้

แต่ถ้าต่างคนต่างไม่เปลี่ยน แล้วก็เอาไฟออกมาทางหูทางตา  กิเลสมันก็ออกมาทางปาก ทางหู ทางตา ทางกริยาอาการ ...มีแต่การแผดเผาให้กันและกันอยู่อย่างนี้

มันก็ยิ่งเร่าร้อน มีแต่ความร้อนรุ่ม มีแต่ความทุรนทุราย กระสับกระส่าย แก้ไม่ได้ ...มันต้องใช้ความเย็นเข้าไปแก้ความร้อน หรือว่าไปทำให้ความร้อนเบาด้วยอำนาจของของเย็น

อย่าเอาของร้อนไปแก้...ร้อนอยู่แล้ว เอาร้อนเข้าไปใส่ก็ยิ่งแผดเผา ...เพราะนั้นศีลสมาธิปัญญานี่เป็นของเย็น เป็นความเย็น ที่ไม่มีประมาณ ไม่มีอะไรหรอกที่จะมาสู้ได้

ถ้าเห็นถูกแล้ว ...ให้โลกร้อนขนาดไหน เท่าไฟนรก ก็ยังสู้ศีลสมาธิปัญญาไม่ได้ ...เหมือนกับสมัยโบร่ำโบราณว่า พระมาลัยลงไปในนรกขุมไหนนี่ ไฟนรกตรงนั้นน่ะดับหมดเลย

ด้วยความเย็นของศีลสมาธิปัญญา มันแรงขนาดไฟนรกยังดับหมดเลย ...เวลาพระมาลัยลงไปโปรดสัตว์นรก ที่นั้นจะเย็นชั่วขณะที่ท่านอยู่ 

นั่นแหละ คืออำนาจ พลังของความเย็นของศีลสมาธิปัญญา...ในระดับพระอริยะพระอรหันต์ก็สูงมาก

เพราะนั้นในระดับคนธรรมดาที่อยู่ในการภาวนา มันก็มีความเย็นหูเย็นตาจากการเจริญชีวิตแผ่ออกไป ...ไปไหนมาไหนมันจึงเป็นที่สบายหูสบายตา ทั้งคนที่รู้จักและไม่รู้จัก 

มันก็เกิดความตอบรับในปฏิกิริยาที่ไม่ได้เป็นไปด้วยความเร่าร้อนตอบกลับมา ...ไอ้ที่มันร้อนไปร้อนมา เพราะตัวเองมันร้อน นี่ คนอื่นก็ร้อนอยู่แล้ว  มันก็ตอบสนองกลับคืนมาด้วยความแผดเผาซึ่งกันและกัน


(ต่อแทร็ก 15/21)