วันศุกร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 15/24


พระอาจารย์
15/24 (570711B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
11 กรกฎาคม 2557


พระอาจารย์ –  แต่ถ้าเรามาดู ด้วยสติ จ่อไว้ จรดไว้ในกายเรื่อยๆ  จะเห็นความเป็นไปวนเวียนซ้ำซาก เดี๋ยวเป็นอย่างงั้น เดี๋ยวเป็นอย่างงี้ เดี๋ยวก็เป็นอย่างนั้น อยู่อย่างเนี้ย

เห็นไปๆ อยู่กับมัน ดูกี่ทีๆ ก็เป็นอย่างเนี้ย ...ไม่ให้ไปคิดเรื่องอื่น ไม่ให้ไปหาที่อื่น ไม่ให้ไปเอาสุขเอาทุกข์มาเป็นเครื่องเสวย เครื่องแสวง เครื่องเสพ เครื่องข้องนะ

ให้มันเห็นอยู่อย่างนี้ วนเวียนๆ อย่างนี้ ...ยืน เดิน เดี๋ยวก็เปลี่ยนจากเดินมาเป็นนั่ง เดี๋ยวก็เปลี่ยนจากนั่งมาเป็นยืน เดี๋ยวก็เปลี่ยนจากยืนมาเป็นขยับ แล้วก็มีความรู้สึกตรงนี้ตรงนั้นตรงโน้น

วนอยู่อย่างนี้ วนไปวนมา ...เห็นอยู่กายเดียว ถ่ายเดียว หน้าเดียว เป็นกายอยู่เบื้องหน้า ...ไม่มีอะไรออกนอกกาย ไม่มีอะไรพาออกนอกกายน่ะ

มันจะเห็นอาการวน ซ้ำซาก เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เหมือนเดิม อยู่อย่างนี้ ซ้ำซาก ...เห็นจนเบื่อน่ะ เบื่อกับความซ้ำซากอยู่อย่างนี้ ไม่เห็นมีอะไรเลย มีแต่ความซ้ำซากอยู่อย่างนี้

ไม่ได้เป็นสุขเป็นทุกข์ เป็นดีเป็นร้ายเป็นอะไร ...มันก็เห็นซ้ำซากอยู่อย่างนี้ เหมือนเดิม ธรรมดา เหมือนเดิมอย่างนี้  ไม่ได้ไปแปลงหน้าแปลงตาให้มันด้วยจิตเรานะ

มันก็เห็นซ้ำซาก หน้าเดิม แบบเดิม ความรู้สึกเดิม อย่างเนี้ย วนเวียนๆ หมุนวนอยู่อย่างนี้ มันจะเกิดความเบื่อ ...เนี่ย ไอ้เบื่อตัวนี้ ไม่ใช่เบื่อด้วยโทสะ ไม่ได้เบื่อด้วยความไม่พอใจนะ

แต่มันจะเบื่อที่เรียกว่านิพพิทา ...มาอยู่อะไรกับความซ้ำซากหมุนวนอยู่อย่างนี้ หาสุขกับมันไม่ได้เลย มีแต่ทุกข์ถ่ายเดียวด้วยซ้ำ มีแต่ความไม่คงที่ มีแต่สภาวะที่ทนได้ยากอยู่ในตัวของมัน เบื่อ

พอมันเบื่อแล้วทำยังไงล่ะ ...ไอ้ที่มันเคยเข้าใจว่าเป็นสุข เป็นที่สบาย เป็นที่หาผลประโยชน์แก่เราได้ สุขของเราได้ ...นี่ มันเริ่มไม่ค่อยเชื่อแล้ว มันน่าเบื่อ

พอมันเริ่มน่าเบื่อ เห็นความน่าเบื่อของมัน เห็นความไม่มีอะไรในตัวมัน เห็นความไม่มีเป็นสุข มีแต่ทุกข์ถ่ายเดียวน่ะ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอยู่ ไม่คงที่

นี่ มันเริ่มรู้สึกว่าอยากจะหนีออกจากมันแล้ว ไม่อยากอยู่กับมันแล้ว ไม่สมควรจะอยู่กับมันแล้ว...ทั้งในปัจจุบัน ทั้งในอดีต ทั้งในอนาคตแล้ว

มันก็เรื่องเดียวกันหมด เป็นอาการเดียวกันหมดนี่แหละ ต่อให้เป็นกายข้างหน้า กายขึ้นมาใหม่ ก็เป็นลักษณะหมุนวนเหมือนเดิมอยู่อย่างนี้ ....จะไปเอามาทำไม

มันก็เริ่มคิดว่า หาทางที่จะออกจากมันแล้ว ...นั่นแหละๆ นิพพิทา ที่มันจะเป็นตัวเร่งให้ทำความเพียร ทำความรู้แจ้ง ที่จะไม่เข้ามาข้องแวะกับมัน มาก่อเกิดกับมัน มาอยู่ใต้อำนาจมัน มาอยู่กับมันอีกต่อไป

มันก็ค่อยๆ เข้าไปทำปัญญาให้เกิด ทำความลึกซึ้งให้เกิดขึ้นในกาย...ที่มันเป็นแค่ความหมุนวน...ที่ไม่ใช่เราของเรา ...นี่ โดยไม่ท้อถอยแล้ว

พอถึงตรงนี้ไอ้ที่เคยขี้เกียจ เคยบอกว่าปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมดาของมัน ช่างหัวมัน ไม่ต้องคอยดูคอยแลคอยเห็นมัน ...มันไม่วางมือเลยแหละ

มันจะมีความเข้มงวดในศีลสมาธิปัญญา สติสัมปชัญญะ ...เพื่ออะไร ...เพื่อให้เข้าถึงความเป็นจริงของมัน  จะได้ไม่มาหมุนวนอยู่กับมันต่อไป

ด้วยความถ่องแท้ ด้วยปัญญา ด้วยความรู้จริงเห็นจริง ...นี่ ด้วยความรู้แจ้งเห็นจริง ไม่เห็นผิด ไม่เห็นพลาด ไม่เห็นคลาดเคลื่อนว่าเป็นเราของเราอีกต่อไป

ทีนี้ ช้างมาฉุดก็ไม่อยู่แล้ว ...ให้ไปเล่นหัว ให้ไปหาความสุขทางรูป ทางเสียง ทางกลิ่น ทางรส ทางความคิดนึกปรุงแต่ง ล่องลอย เผอเรอ เลื่อนลอย นี่ ไม่ไปแล้วๆ กลัวเสียเวลามากเลย

มันกลับเป็นการว่า แข่งกับเวลาของขันธ์...ที่มันค่อยๆ หมดลงๆ ทุกปัจจุบันนาที ...เหมือนไฟลนก้นเลยนะ พระอริยะขั้นต้นนี่ เหมือนไฟลนก้นแล้วนะ อยู่ไม่ได้น่ะ มานั่งนอนเฉยๆ ไม่ได้ 

มายืนสบาย เดินสบาย นั่งใจลอย นั่งดูวิวทิวทัศน์ โลกเขียว โลกสวย ธรรมชาติ ...นี่ ไม่มีแล้ว ไม่มีเวลาไปตรงนั้นแล้ว ...สัมมาสติ สัมมาสมาธินี่ เข้มงวด...งวดๆๆ ทุกปัจจุบันเลย 

ไม่ปล่อยให้จิตเผลอเพลิน ไม่ปล่อยให้จิตล่องลอย ไม่ปล่อยให้จิตไปคิดแทนคนอื่น ไม่ปล่อยให้จิตไปคิดถึงเหตุการณ์บ้านเมือง ไม่ปล่อยให้จิตไปคิดถึงโลกในอดีตโลกในอนาคต ...นี่ ไม่ไปหาที่ไหนเลย 

หาความเป็นจริงอยู่ภายในนี่...ภายในกาย ภายในขันธ์  การเป็นการไปการมา การเกิดการตั้ง การแสดง การปรากฏขึ้นอย่างไร ท่าทางไหน ไม่ให้คลาดเคลื่อน ไม่ให้เลื่อนลอย ไม่ให้ว่างเปล่า ไม่ให้สูญหาย

ว่างเปล่ามันยังไม่เอาเลย ปล่อยให้จิตว่างๆ ลอยๆ ก็ไม่เอาเลย ...อย่านึกว่าว่างเปล่าแล้วสบาย แล้วว่าใช่...ไม่ใช่นะ  ต้องทำงานอย่างเข้มข้นเลย รู้แล้วรู้อีก ดูแล้วดูอีก

จนถึงธาตุแท้ธรรมแท้ของมัน จนถึงรากเหง้าของกาย ...การปรากฏขึ้น การตั้งอยู่ ที่มา ที่ตั้งของมัน คืออะไร มันอยู่ในท่าทางไหน เป็นของใคร

มันจะวนเวียนๆ ซุกไซ้ไล่เลียงวิจยะธรรมอยู่ เห็นความเป็นไป ระบบที่มันหมุนวน เห็นระบบที่มันหมุนวนเป็นระบบ เป็นซิสเต็มของมัน...ที่ไม่ได้ขึ้นกับใคร ไม่ได้ขึ้นกับของใครเลย

มันเป็นระบบเป็นเครื่องยนต์ เหมือนเป็นกลไก เป็นจักรกลของมัน...โดยธรรมชาติของมัน ที่ไม่ใช่เรา ที่ไม่ใช่ของเรา มันเป็นธรรมชาติของมันจริงๆ

นี่ ลึกซึ้งเข้าไปๆ มันก็ลึกซึ้งเข้าไปอย่างนี้ ...จนเข้าอกเข้าใจอย่างถึงธาตุถึงธรรมจริงๆ นั่นแหละ การภาวนา มันเกิดปัญญาขึ้นมาตลอดเวลาอย่างนี้

แต่ถ้าเราปล่อยปละละเลย จากความเป็นจริงในปัจจุบันกาย ปัจจุบันขันธ์เมื่อไหร่ ...เราก็จะหลงเพลินไปกับโลกในอดีต โลกในอนาคต ซึ่งไม่มีอยู่จริง ซึ่งไม่มีความเป็นจริงในนั้น

(พูดกับโยมที่เพิ่งมา) นี่ ไม่ได้มานานเลยนะ


โยม –  ผมมาแล้ว ผมเข้าไปสองรอบแล้วท่าน ...ไอ้ตอนก่อนมันโล่ง มองเห็นกุฏิท่านเลยน่ะ ตอนนี้มันไม่เห็นน่ะ แล้วเมื่อกี้ผมจะไปหาท่าน ผมเห็นท่านทำปาฏิโมกข์ ก็เลยต้องกลับ ...แล้วท่านสบายดี

พระอาจารย์ –  ก็อย่างเนี้ย เท่าที่เห็น ...เดี๋ยวก็ตายๆ ตามกันไปหมดแล้ว ไม่ต้องกลัว อยู่ไม่เกินร้อย ตายหมด ตายทั้งโลก ...แต่มันจะตายอย่างไร ตายแบบตายไปพร้อมกับรู้เห็นความเป็นจริงหรือไม่ 

หรือตายไปแบบงั้นๆ น่ะ ตายแบบคนทั่วไป ตายทิ้งตายขว้าง ...อย่าให้มันตายทิ้งตายขว้าง ตายแบบรู้เนื้อรู้ตัว ตายแบบเตรียมพร้อมและเข้าใจกับความตาย ว่ามันเป็นอย่างนี้ ...ตายแบบไม่กลัวตาย นะ

อย่ากลัวตาย...แล้วก็ตายไปพร้อมกับความกลัวตาย ...แต่ตายแบบเข้าใจว่ามันจะต้องตายแน่ๆ ไม่เป็นอื่น แล้วก็เออ ยอมรับกับความตาย ยอมรับกับเวทนาก่อนตาย ยอมรับกับความเป็นจริงระหว่างตาย 

แล้วก็นอนดูความตายไป ...เกิด-ไม่เกิดอีกเรื่องหนึ่ง ดูไปเหอะ ดูความตายไปเรื่อยๆ ...เกิด-ไม่เกิดก็ตอนนั้นแหละ อาจจะไม่เกิดก็ได้ ดูไปดีๆ ...ถ้าดูดีๆ นะ อาจจะไม่เกิดเลยก็ได้ 

ถ้าดูไม่ดีก็เกิดใหม่แล้วกัน แล้วก็ได้กายได้ใจมาดูต่อ ...เอาเหอะ ไม่เป็นไร ขอให้มันตายแบบดูความตายไปเถอะ พอเกิดใหม่ก็มาดูความเป็นของมันใหม่ จนกว่ามันจะตายใหม่

ดูจนกว่ามันจะเข้าใจขันธ์น่ะ ดูไปจนกว่าจะเข้าใจระบบน่ะ ...ถ้าไม่เข้าใจก็มาเกิดตายใหม่ เนี่ย เขาให้เกิด-ตาย ไม่ใช่เกิด-ตายมาหาสุขหาทุกข์นะ เขาให้เกิด-ตายมาเพื่อดู...จนกว่าจะเข้าใจ

มึงจะได้ไม่มาเกิดมาตายอีก ไม่ต้องมาเป็นสุข ไม่ต้องมาเป็นทุกข์ ไม่ต้องมาดิ้นรนหาเงินหาทอง หาเรื่องหาราว หาผัวหาเมียหาลูก หาญาติของผัวของเมียของลูก

เวลามันไปเกิดกับอะไรนี่ มันไม่ใช่ไปเกิดกับสิ่งนั้นอย่างเดียว มันยังมี accessories ติดมาด้วยนะ ยืดเยื้อยาวเหยียดเลย ...คือกะว่ากูจะเอาเมีย กูไม่ได้จะเอาแม่ยายพ่อตา

เห็นมั้ย มันก็เลือกไม่ได้ มันยังต้องมีเลย ...ไม่ใช่ว่าได้เมียอย่างเดียวแล้วมันจะไม่มีความเชื่อมต่อนะ เห็นมั้ย ถ้ามันได้เกิดกับอะไรแล้วนี่ โยงใยมันมีอยู่นะ

แต่ก็อดไม่ได้ที่จะมีความสุขมาล่อ ...เอ๊ะ ดีนะ ไม่เป็นไร ไอ้เรื่องพวกนี้ไม่เป็นไร ...แน่ะ เสร็จ ติดกับดัก เข้ากับดัก ...พอเข้ากับดักก็เหมือนกับหนูติดจั่น หาทางจะออกจากกับดักแล้ว

มันไม่มีทางน่ะ...หนูกับกรงขังกับดักนี่ ...ปัญญาระดับหนูหรือจะทะลุกรงขังได้ โดนถ่วงน้ำหมดน่ะ  ไม่มีกำลัง แล้วก็ขยันสร้างกับดัก กี่กับดักแล้ว ก็ไปติดอาหารที่มันล่ออยู่ในกรงหนูน่ะ หือ แค่นั้นน่ะๆ

วันนั้นน่ะมีพวกเชียร์เสื้อเหลือง เชียร์มวลมหาประชาชนแบบกูเป่านกหวีดหน้าดำคร่ำเครียดเลยมา แล้วก็มาอีกไอ้ตอนที่ปฏิวัติแล้ว ...เราก็บอก เป็นไง ชนะแล้วเป็นไง ก็ไม่เป็นไงอ่ะ

สุขมั้ย สุขสบายใจมั้ย ...สบายแล้วไง ตายมั้ย สบายใจแล้วขันธ์มันหายปวดมั้ย มันชนะขันธ์มั้ย  ได้ความสุขนั้นแล้วไง กินอิ่มนอนหลับดีมั้ย หรือมันจะไม่ตายเลย หรือมันจะรู้แจ้งในกองขันธ์ได้ 

เห็นไหม ไอ้ความสุขที่ได้มาก็แค่นั้นน่ะ แล้วก็หมดไป แล้วก็มาทดแทนด้วยความอึมครึม แล้วก็ไม่แน่ใจว่าเดี๋ยวแดงมันจะเกิดใหม่อีกมั้ย มันจะล้างแผ่นดินได้หมดจริงรึเปล่า เห็นมั้ย มันก็ได้เสวยแค่นี้

นี่เขาเรียกว่าเหยื่อ เข้าไปกินเหยื่อแค่นี้ แล้วไอ้ความสุขที่ได้กินเหยื่อนั้นมานี่ สุขทุกข์ที่ได้มาจากการที่ว่า อู้หูย หน้านี่ดำคร่ำเครียดเป่ากันจนคอแหบคอแห้ง ห้อยธงชาติลายธงชาตินี่เต็มตัวไปหมด 

ก็ไม่ว่ากัน เราไม่เลือกข้าง เราข้างพระพุทธเจ้าว่ะ ...แต่เห็นมั้ย ได้เหยื่อล่อมาแล้ว ได้ดั่งใจปรารถนาแล้ว แล้วถามว่าแก้ทุกข์ภัยในขันธ์ได้ไหม เกิดปัญญารู้แจ้งในความเกิดความตายไหม 

แล้วมันแก้สุขแก้ทุกข์ในความเป็นเราของเราได้ไหม ...ก็มานั่งกุมกะโหลกเหมือนเดิม เดือดเนื้อร้อนใจกับคนรอบข้างเหมือนเดิม ทะเลาะเบาะแว้งกันไปมาเหมือนเดิมน่ะ

แต่หารู้ไม่ว่าไอ้ที่ไปกระทำมาน่ะ ลงทุนไปแทบเป็นแทบตายนี่ ...มันไปก่อร่างสร้างหนี้สินกรรมและวิบาก กับบุคคลรอบข้าง ทั้งที่รู้จัก ทั้งที่ไม่รู้จักอีกเท่าไหร่  

แค่เหยื่อล่อเล็กๆ แค่เนี้ย สุขที่จะได้มาหลังจากสำเร็จสมความปรารถนาของเรา ของกลุ่มของเรา ...นี่ แดงมา กูก็ด่า เหลืองมา กูก็ด่า เพราะมันผิดหมดน่ะ 

ทำไมไม่รักษาเนื้อรักษาตัว เอาเวลาให้หมดไปกับการเรียนรู้ดูขันธ์ ให้เกิดความถ่องแท้ อันเนี้ยแก้ได้ ...ไม่ใช่แก้โลกได้นะ แต่ไม่กลับมาอยู่ในโลกเลย

นี่แก้ได้จริงๆ พระพุทธเจ้าสอนให้แก้อย่างนี้ ท่านถึงบอกว่าแก้ได้จริง ...ไม่ใช่แก้ไปแบบเอาไปซุกไว้ใต้หีบใต้พรม...ไม่หายไปไหนหรอก ทุกข์นั้นน่ะ สุขนั้นน่ะ ก็หาสุขหาทุกข์กันใหม่แล้วกัน

ถึงบอกว่า อย่าไปคิดว่าภาวนาเป็นเรื่องไกลตัว เป็นเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องของเรา  อย่าไปคิดว่าเป็นเรื่องของบางคนที่เขามีนิสัย เราไม่มีนิสัยไม่ต้องทำ ...ไม่มีอ่ะ

ที่ให้เกิดมาเป็นคนนี่ เพื่อให้มาเรียนรู้สภาพขันธ์ สภาพความเป็นจริงในโลก ...เหตุปัจจัยนี่ส่งให้มาเกิดเป็นคน ส่งให้มาเกิดในประเทศไทย ส่งให้มาได้ยินได้ฟังธรรมะ เหล่านี้ไม่ใช่บังเอิญ ไม่ใช่โชค ไม่ใช่ดวง

แต่มันเป็นเหตุที่ให้มาเรียนรู้ เพื่อให้เกิดความกระตุก เฉลียวใจ ให้กลับมาเรียนรู้ตัวเนื้อตัวของตัวเอง ของสภาพที่แวดล้อมตัวนี่ ว่าความเป็นจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏอยู่เดี๋ยวนี้ ความเป็นจริงที่แท้จริงของมันคืออะไร

เรียนรู้ทีละนิด ทีละหน่อย ทีละน้อยไป ...ดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลยในความเกิดมา ดีกว่ามัวไปหาเที่ยวหาเล่น มัวแต่ไปหาสุขหาทุกข์ มัวแต่ไปหาความเป็นไปในอดีตในอนาคต ...เปล่าประโยชน์

มันกลับเป็นการพอกพูนเพิ่มพูนความก่อเกิดไปในอดีตอนาคต  ความหมาย ความหวัง ความรอที่จะได้มามีเป็นข้างหน้า คือภพชาติที่จะสืบเนื่องไปไม่จบไม่สิ้น

ทำยังไงล่ะ ถึงจะเกิดความหมดสิ้นไปซึ่งภพและชาติ ทำยังไงถึงจะเห็นว่าความหมดสิ้นไปของภพและชาติ ...นั่นน่ะคือความหมายที่แท้จริงของการเกิดมาเป็นมนุษย์ที่จะต้องค้นคว้าลงไป

ได้มากเอามาก ได้น้อยเอาน้อย ได้ต่อเนื่องทำไปเลย ...ใครจะทำหรือไม่ทำช่างเขา เราก็ทำไป ประโยชน์ได้กับตัวเอง ประโยชน์ได้กับความเข้าใจของตัวจิตตัวใจของตัวเจ้าของเอง

ความทุกข์ ความสุข ความทะยานในสุขและทุกข์ จะน้อยลงไปเอง ...แล้วจะอยู่ได้ ทนได้...ยิ่งกว่าสีทนได้อีก สียังทนได้แค่สภาวะอากาศนะ 

แต่จิตที่มีปัญญาแล้ว...ทนได้กับทุกสภาวะขันธ์ ทุกสภาวะการณ์โลก ทุกความเป็นไปของขันธ์ ทุกความเป็นไปของโลก ...เอ้า เอาแล้ว

วันนี้เป็นวันสำคัญ เมื่อสองพันห้าร้อยกว่าปี นี่ เป็นวันอาสฬหบูชา เป็นวันแรกที่มีการเทศนาธรรมของพระพุทธเจ้า เป็นปฐมเทศนา ...ท่านสอนเรื่องทางสายกลาง ท่านสอนเรื่องมัชฌิมาปฏิปทา 

ท่านสอนเรื่องศีลสมาธิปัญญา ท่านสอนเรื่องมรรค สอนเรื่องอริยสัจ ๔ ความเป็นจริง ...ความเป็นไปของโลก มันอยู่ในระบบของอริยสัจ ๔ ทั้งนั้น ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ทุกอย่างมีอยู่แค่นี้

อาการที่ปรากฏขึ้นท่านเรียกว่าทุกข์ 
การที่เข้าไปประกอบกับทุกข์นั้นด้วยความอยากและความไม่อยากท่านเรียกว่าสมุทัย 
การที่รู้เห็นความเป็นไปของทุกข์และสมุทัย ท่านเรียกว่ามรรค 
ผลที่ได้จากการรู้เห็นความเป็นไประหว่างทุกข์กับสมุทัย และคอยละสมุทัยอยู่ตลอดเวลา นั่นเรียกว่าผล

นี่คือท่านสอนวันนี้เป็นวันแรก ที่มีการประกาศธรรมให้ปรากฏขึ้นในสามโลกธาตุ...ไม่ใช่แค่โลกมนุษย์อย่างเดียว

เพราะนั้นการทำบุญ การให้ทานตามควร มันก็จะเป็นอานิสงส์ไป ติดเนื้อติดตัวไป ...แต่ว่าบุญทานแค่นี้ มันเป็นบุญทานภายนอก มันไม่ได้พ้น มันไม่สามารถจะพาให้พ้นการเกิดการตายในขันธ์ได้

ตัวที่จะพาให้พ้นการเกิดการตาย ไม่ต้องมาเกิดมาทำบุญใหม่ ข้างหน้าข้างหลังน่ะ...ภาวนาซะ ทำศีลสมาธิปัญญาภายในให้เกิด ...ทำความรู้เนื้อรู้ตัว 

แล้วก็มาเรียนรู้ว่า การยืนเดินนั่งนอนนี่ แท้ที่จริงแล้วมันเป็นของใคร  ยืนเดินนั่งนอนนี้ ความรู้สึกในการยืนเดินนั่งนอนนี้มันเป็นของใครกันแน่ หรือมันไม่ได้เป็นของใครเลย ...เรียนรู้ซ้ำซากลงไป

ตรงนี้ต่างหาก ที่เป็นเป้าประสงค์สูงสุดที่พระพุทธเจ้าท่านมาตรัสรู้ แล้วมาชี้นำสัตว์โลก

ให้เข้าไปถึงสภาพที่แท้จริง เรียนรู้สภาพที่แท้จริง เข้าใจสภาพที่แท้จริง แล้วปล่อยให้สภาพที่แท้จริงเขาเป็นไปอย่างนี้ โดยไม่เข้าไปข้องแวะเกาะเกี่ยวเลย

เอ้า รับพร... (ให้พรโยม)


…………………….




แทร็ก 15/23



พระอาจารย์
15/23 (570711A)
11 กรกฎาคม 2557


พระอาจารย์ –  นั่งอยู่ตรงนี้ อยู่ตรงปัจจุบัน อยู่ตรงนี้...แล้วไม่คิด ไม่มีเรื่อง  เห็นมั้ย เรื่องราวนี่มันเกิดเพราะคิดขึ้นมาเอง ...แต่พอไม่คิด หยุดคิดซะ มันก็จะเห็นว่าหมดเรื่องไปเองน่ะ เรื่องก็ไม่มี

แต่คราวนี้ว่ามันอดไม่ได้ที่จะต้องคิดน่ะ ...ตรงนี้ที่เราจะต้องรักษาจิต รักษาความรู้เนื้อรู้ตัวเอาไว้ แล้วอยู่กับการที่ไม่มีความคิดบ่อยๆ ...ลองอยู่แบบไม่มีความคิดอยู่บ่อยๆ ลองอยู่โดยที่ไม่อาศัยความคิด 

ลองอยู่แบบไม่อาศัยอารมณ์บ่อยๆ อยู่เฉยๆ ...ทำความคุ้นเคยกับการรู้เห็นแบบเฉยๆ ว่านั่งเฉยๆ ก็รู้ว่านั่งเฉยๆ ไม่ต้องไปหาสุขหาทุกข์ในการนั่งหรอก รู้ว่าเป็นความรู้สึกนี้เฉยๆ คุ้นเคยกับมัน

แล้วจะรู้ว่า เออเฮ้ย อยู่แบบไม่มีตัวเรา อยู่แบบไม่มีอดีต อยู่แบบไม่มีรากเหง้าปัจจุบัน อยู่แบบคนไม่มีสัญชาติ ...เห็นมั้ย อยู่แบบไม่มีเรานี่อยู่แบบคนไม่มีสัญชาติเลยนะ

ไม่มีสัญชาติไทย สัญชาติพม่า ไม่มีสัญชาติเหนือลาวใต้อีสาน ไม่มีสัญชาติสัญลักษณ์ชายหญิง ไม่มีสถานะต่างๆ ที่มันละเมอเพ้อพกขึ้นมาว่าเราเป็นนั้น เราเป็นนี้

นี่ อยู่แบบนั่งแล้วรู้ว่านั่งเฉยๆ นี่ อยู่แบบคนไร้รากเหง้า ...อยู่กับมันง่ายๆ อยู่กับมันเรื่อยๆ อยู่กับมันไปนานๆ แล้วจะเห็นว่า ภาวะนี้แหละ ที่พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าไร้ทุกข์ ไร้สุข 

ไม่ใช่ไร้ทุกข์อย่างเดียวนะ ไร้สุขด้วย...เพราะมันไม่มีเรา ...เมื่อไม่มีเราเมื่อไหร่ มันไม่มีสุขมีทุกข์หรอก ...แล้วภาวะที่มันไร้สุขไร้ทุกข์นี่แหละ มันจะไร้ภพไร้ชาติ 

ตอนนี้ไร้ภพไร้ชาติแล้ว ในปัจจุบันนี่ไร้ภพไร้ชาติ แต่มันยังไม่หมดภพหมดชาตินะ ...เพราะอะไร ...เพราะว่าภายในนี่มันยังพร้อมที่จะสร้างภพและชาติอยู่ตลอด 

แต่ว่าในปัจจุบันขณะที่อยู่ในองค์มรรคนี่ จะไร้ภพไร้ชาติอยู่ในปัจจุบัน ...ก็อย่าไปเสียดายภพชาติ อย่าไปเสียดายความคิดนึกปรุงแต่ง ข้างหน้า ข้างหลัง อย่าไปเสียดาย ...อยู่แบบไร้ภพไร้ชาตินั่นแหละ 

ว่างๆ เงียบๆ ปราศจากอารมณ์ ...มีแต่ความรู้สึกในการนั่ง มีแต่ความรู้สึกในการเดิน มีแต่ความรู้สึกในการหมุนหัน มีแต่ความรู้สึกในการเคี้ยวการกลืน มีแต่ความรู้สึกตึง แน่น อ่อน ไหว หนัก เบา

นั่นแหละ ฝึก ให้มันคุ้นเคยกับภาวะที่ไร้ภพไร้ชาติ ...แล้วมันจะเห็นเองว่า ที่ไหนที่ปราศจากทุกข์และสุข  ที่นั้นแหละดี ควร และชอบ  ไม่ก่อทุกข์ไม่ก่อสุขขึ้นมา ที่นั้นน่ะควรและชอบ

แต่พออยู่ไป ด้วยความไม่คุ้นเคยนี่ มันอดไม่ได้ที่จะไปหาสุข ...ทำนั่นนิด ทำนี่หน่อยดีมั้ย เพลินดี นี่ หาความเพลินนะ หาไลน์เปิดไลน์ เพลิน หาข้อมูลตามเว็บนี่ เพลินนะ นี่หาความสุขนะ

นี่ มาทดแทนที่ไม่มีอารมณ์ อยู่เฉยๆ นี่ ให้นั่งเฉยๆ คนสมัยนี้ พอไม่มีอารมณ์มากๆ มันก็จะบอกว่า เหงา หง่าว ง่อม ภาษาเหนือเรียกง่อม ...ก็เอาอีกแล้ว หาเรื่องอีกแล้ว หาอะไรที่มันจะอยู่ได้ ...ให้ “เรา” อยู่ได้

เห็นมั้ย มันจะหาอะไรให้ “เรา” อยู่ได้  นี่ก็บอกอยู่แล้วว่าหาอะไรเพื่อให้ “เรา” อยู่ได้  …ไอ้ที่ภาวนานี่คือ ไม่ให้ “เรา” อยู่ได้ ไม่ให้มีเราเป็นที่เหงาที่อะไรที่เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงให้เรานี่อยู่ได้

แต่มันก็จะบอกว่า หาอะไรให้ “เรา” อยู่ได้ ...เพราะถ้า “เรา” อยู่ไม่ได้นี่ มันจะแสดงอาการหรือความรู้สึกว่า “เรา” จะตายซะให้ได้ ...เวลาไม่มีอะไรเลยนี่ เหงา เดินเหมือนหนูติดจั่น เหมือนเราจะตายซะให้ได้ 

มันก็เลยต้องหาทางทำอะไรก็ได้ เพื่อให้ “เรา” อยู่ได้ เออ มันบอกอย่างนั้น ...ทำไมจะต้องให้ “เรา” อยู่ได้ล่ะ อยู่ให้มันเป็นทุกข์รึไง อยู่ให้เราหาสุขหาทุกข์ต่อไปข้างหน้าข้างหลังต่อไปเรื่อยๆ ไม่จบไม่สิ้นรึไง

นี่ ไม่เข้าใจนะว่าไอ้ตัวเรานี่คือปัญหา ...เพราะไอ้มี “เรา” อยู่นั่นแหละ ปัญหาเลยไม่จบ ...พอไอ้ “เรา” อยู่ไม่ได้ นานๆ ไปเรื่อยๆ จนรู้สึกได้ด้วยตัวเองว่า...ไม่มี “เรา” อยู่นี่ก็อยู่ได้ว่ะ

และถึงตรงนั้นน่ะ จะเชื่อว่าพระพุทธเจ้าสอนอะไร จะเห็นว่าที่พระพุทธเจ้าพากเพียรอบรมสั่งสอนมาสองพันห้าร้อยกว่าปีนี่ เพื่อให้เห็นว่า...เมื่อไม่มีเรานี่ แล้วอยู่กับภาวะที่ไม่มีเรานี่ มันดียังไง 

สุข-ทุกข์มันเกิดขึ้นไม่ได้อย่างไร อดีต-อนาคตเกิดขึ้นไม่ได้อย่างไร จนสุดท้ายปัจจุบันยังเกิดไม่ได้เลย ถ้าทำไปเรื่อยๆ นะ ...แต่ถ้าความเพียรอ่อนด้อย หรือว่าความอดทนน้อย ไปเปิดช่องให้มันคิดนะ 

เอาแล้ว ยาวเลยแหละ ...เริ่มต้นแบบ Short Story ก่อน จากนั้นก็จะเริ่มเป็น Mini siries แล้วจะมีภาคต่อด้วยนะ To be continue เรื่อยๆ ...คราวนี้ หลายภาคเลยแหละ ยิ่งกว่า Lord of the ring อีก ไปเรื่อย

แล้วก็ตกลงกระแสเดิม ความคุ้นเคยเดิมๆ เสร็จแล้วก็มานั่งบ่น...ทุกข์หนอ ทุกข์จัง ทำไมมีแต่ทุกข์ ทำไมมีแต่เรื่อง เดี๋ยวก็เรื่องนั้นเรื่องนี้ ทำไมคนนั้นคนนี้อย่างนั้นอย่างนี้...เอ้า จะโทษใครดี หือ

จะโทษโลกเหรอ จะโทษสัตว์บุคคลเหรอ ...นี่ งอนิ้วไว้บ้างๆ ไอ้ที่ชี้โทษออกไปน่ะ ให้งอมาชี้ที่ตัว “มึงนั่นแหละๆ” ปัญหามันไม่ได้อยู่นั่น...แต่มึงนี่แหละ พอมันจะไป...ก็มึงนี่แหละ

ต้องแก้อย่างนี้ พระพุทธเจ้าสอนให้แก้ตรงนี้นะ ไม่ได้ให้ไปปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแก้ไขธรรมชาติเลย ...นี่ก็มาจากส่วนอนุรักษ์ธรรมชาติ ให้อนุรักษ์ธรรมชาติ ให้รักษาไว้

เพราะอะไร ...เพราะมนุษย์มันคอยแต่จะเปลี่ยนธรรมชาติ ...แล้วเวลาเปลี่ยนมันไม่เปลี่ยนในแง่ดีหรอก เปลี่ยนในแง่ทำลายล้าง เพื่อให้เกิดผลประโยชน์ของ “เรา”

เนี่ย การแก้ของมนุษย์นี่ มันเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของเราทั้งนั้นแหละ ปากก็พูดว่าประโยชน์ของคนอื่น แต่จริงๆ คือเพื่อเราทั้งนั้นแหละ มันทำลายหมดน่ะ

พระพุทธเจ้าก็เลยสอนว่าให้อนุรักษ์ไว้ ให้ยั่งยืน ให้ธรรมชาตินั้นเป็นไปตามระบบของเขา เกิดเอง ตั้งเอง ดับเอง ไม่ได้ให้ไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขอะไร

แล้วก็มาเริ่มต้นกับธรรมชาติของขันธ์ก่อน ธรรมชาติของตัวกายตัวความคิด ตัวที่มันรวมเป็นระบบของขันธ์ ตัวตนของเรานี่แหละ ...ให้มาเรียนรู้กับธรรมชาติของขันธ์ 

ให้มาเห็นความเป็นธรรมชาติของขันธ์ ให้มาเข้าใจธรรมชาติที่แท้จริงของขันธ์ว่าธรรมชาติของขันธ์นี่ ธรรมชาติของกายนี่ ธรรมชาติของการยืนเดินนั่งนอน ธรรมชาติของความรู้สึกในตัวกาย เวทนาในกาย

นี่ ธรรมชาติที่แท้จริงของเขานี่ มันขึ้นอยู่กับใคร ...ตามความเป็นจริงแล้วมันขึ้นอยู่กับอะไร มันขึ้นอยู่กับใคร หรือมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับใครเลยคนใดเลย

จนกว่ามันจะเห็นความเป็นจริงอย่างที่พระพุทธเจ้า..ตามที่พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับใคร มันไม่ได้ขึ้นกับอารมณ์ของใคร มันไม่ได้ขึ้นกับเจตนาของใคร

แต่มันขึ้นกับเหตุปัจจัยแวดล้อม มันขึ้นอยู่กับธรรมชาติแวดล้อม มันขึ้นอยู่กับความเป็นไปของระบบธรรมชาติที่แวดล้อม ทั้งในอดีต ทั้งในอนาคต ทั้งในปัจจุบัน ...มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับใคร

เพราะนั้นการที่กลับมารู้เห็นซ้ำซาก บ่อยๆ  มันจะเข้าใจระบบธรรมชาติของขันธ์ ระบบความเป็นจริงของธรรมชาติโดยรวม เห็นมั้ย พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนไกลเลย 

พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้ไปหา ไปค้น ไปสร้างสิ่งที่ไม่มีอยู่เลย ...ท่านให้เห็นความเป็นจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏอยู่นี่ ให้เรียนรู้ความเป็นจริงที่กำลังปรากฏอยู่ตอนนี้ เดี๋ยวนี้ เวลานี้ ปัจจุบันนี้ 

ท่านไม่ได้ให้ไปค้นหาอะไร ท่านไม่ได้ให้ไปสร้าง ท่านไม่ได้ให้ไปหาความเป็นจริงที่ไหนเลย ที่นอกเหนือจากนี้ไป นี่ เข้าใจมั้ย ...ที่นอกเหนือจาก “ที่นี้” ไป

ปัจจุบันนี่แสดงความเป็นจริงอยู่ตลอดเวลา ปัจจุบันขันธ์แสดงความเป็นจริงอยู่ตลอดเวลา ยืนเดินนั่งนอน ทุกการยืน การเดิน การนั่ง การนอน เขาแสดงความเป็นจริงของกายอยู่ตลอดเวลา

ว่า “นี้”ไม่ใช่เรา ว่า “นี้” เป็นเพียงอาการ ว่า “นี้” เป็นเพียงแค่การปรากฏขึ้น ไม่ได้ขึ้นกับเรา ...เป็นการปรากฏขึ้นเฉยๆ เป็นการปรากฏขึ้นที่ไม่ได้อยู่ในอำนาจของสัตว์บุคคลใด 

นี่ เป็นการปรากฏขึ้นตามเหตุและปัจจัยอันควร ตั้งอยู่ตามเหตุปัจจัยตามอันควร และดับไปเมื่อหมดเหตุปัจจัยอันควร แค่นั้นเอง 

ดู รู้ เห็น ซ้ำซากๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก ไม่เปลี่ยนที่ ไม่เปลี่ยนเวลา ...จนมันเกิดความถ่องแท้ จนมันเกิดความชัดเจนในธรรม จนมันเกิดความเข้าถึงธรรม

จนมันเกิดความยอมรับสภาพธรรมตามจริง จนมันไม่เข้าไปจัดการกับสภาพธรรมตามจริง จนมันหมดความเข้าไปหมายมั่นในสภาพธรรมนั้น ...นั่นแหละ จะเข้าใจว่าผลในองค์มรรคคืออะไร

การไม่เข้าไปครอบครองจับจองในสรรพสิ่ง การไม่เข้าไปหมายในอดีตอนาคตของสรรพสิ่ง นั่นแหละที่พระพุทธเจ้าบอกว่า จะทำให้เหตุปัจจัยในการก่อเกิดมามีขันธ์ต่อไปในอนาคต จะหมดสิ้นไป

หมายความว่า มันจะเข้าไปหยุดการก่อเกิดไปในอนาคต ที่จะมีขันธ์สืบเนื่องจากขันธ์นี้เมื่อหมดวาระขันธ์ ...เมื่อไม่มีขันธ์ ผลของการที่ไม่มีขันธ์คืออะไร ขันธ์...ภารหะเว ปัญจักขันธา ขันธ์ห้านี้เป็นทุกข์ 

เมื่อไม่มีขันธ์ มันจะไม่มีภารหเว มันจะไม่มีขันธ์เป็นภาระ...ให้ต้องแบก ให้ต้องมาทนอยู่กับมัน ให้ต้องคอยหล่อเลี้ยงดูแลมัน ให้ต้องคอยประคับประคองมัน ...ภาระทั้งนั้นน่ะ

ถ้าไม่มีขันธ์ มันก็ไม่มีภาระเหล่านี้ นี่คือภาระในกองขันธ์ที่ต้องดูแล และที่จะต้องทนอยู่กับมัน เมื่อมันแสดงอาการต่างๆ นานา นี่ภาระของขันธ์ ที่เป็นภาระในตัวของมันเอง 

แล้วยังมีภาระที่ล้อมรอบขันธ์อีก ในการเห็น ในการได้ยิน ในการได้กลิ่นได้รส ในการสัมผัสสัมพันธ์กับโลก ในการปฏิสัมพันธ์กับบุคคล ...มันยังมีทุกข์ล้อมรอบขันธ์อยู่อีก

ทุกข์ทั้งสิ้นเลยน่ะ การก่อเกิด การตั้งอยู่ การมีเป็นนี่ ...ถ้ามีขันธ์แล้วมันจะมีการตั้งขึ้น การก่อเกิด การปรากฏขึ้น ทางรูป ทางเสียง ทางกลิ่น ตลอดเวลา ไม่หยุดหย่อนไม่พักผ่อนเลย

เพราะนั้น เห็นมั้ยว่า ถ้ามันไม่มีขันธ์เมื่อไหร่นี่ ...เรื่องหรือเหตุแห่งทุกข์ที่จะเกิดขึ้น แล้วมันจะมาเร้าให้เกิดความเป็นเรา ความเป็นของเรา นี่ มันไม่มี

ท่านถึงบอกว่า ทุกข์นั้นจึงดับไปโดยสิ้นเชิง เมื่อไม่มีขันธ์ เมื่อหมดสิ้น หรือว่าท่านเรียกว่า ดับขันธ์เข้าสู่นิพพาน ...ท่านเรียกว่าดับขันธ์เลยนะ ไม่ใช่สิ้นขันธ์นะ

ถ้าพวกเราตายนี่เขาเรียกว่าสิ้นขันธ์ เปลี่ยนขันธ์ ยังไม่เรียกว่าดับขันธ์ ...แต่พระอรหันต์นี่ท่านเรียกว่าดับขันธ์ ขันธ์นี้ดับ ขันธ์ปัจจุบันดับ ขันธ์อดีตดับ ขันธ์อนาคตดับ ...ดับ

ดับขันธ์ ...จึงเรียกว่าดับขันธ์เข้าสู่นิพพาน ...เพราะจะไม่มีขันธ์ต่อไปอีกแล้ว ชั่วอนันตกาล  แปลว่า นี่หมดทุกข์โดยสิ้นเชิงเลย ไม่ต้องมาเอาอะไรเป็นภาระแล้ว

แต่ตอนนี้พวกเราไม่เห็นเลยว่ามันเป็นภาระ ...นี่แหละปัญหา เข้าใจมั้ย  มันตายใจอยู่กับขันธ์ สบายดี ไม่เห็นเป็นไรเลย  อาจารย์ว่าทุกข์ ผมไม่เห็นทุกข์อ่ะ ...เอ้า มันเป็นอย่างงี้

จะให้ผมทิ้งไปทำไม ยังใช้ประโยชน์ได้อีกตั้งนานตั้งเยอะ นี่ มันเห็นตรงข้ามกันอย่างนี้ ...ไอ้ตัวที่พาให้เห็นตรงข้ามอย่างนี้ ท่านเรียกว่ามิจฉาทิฏฐิ มันปิดบังน่ะ

พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระอริยะทุกองค์ พระอรหันต์ทุกองค์ ท่านบอกว่าขันธ์นี้เป็นทุกข์ทั้งสิ้นนะ ...มีแต่พวกเรายืนยันกระต่ายขาเดียวว่าเป็นสุขอยู่ ไม่เห็นเป็นไรเลย

ขนาดแก่จนผมหงอกแล้ว นี่ยังแค่เห็นเป็นทุกข์ “บ้าง” แค่นั้นนะ ยังไม่เห็นทุกข์โดยตลอด แค่เห็น “บ้าง” เหมือนกัน แต่ไม่เห็นตลอดน่ะ ยังหวังพึ่งดีพึ่งร้าย พึ่งเป็นพึ่งตายอยู่กับมันอยู่นะ 

ยังคิดว่ามันสบายดีอยู่ ยังสบาย ยังวางใจกับมันได้อยู่นะ ...มันไม่เห็นโดยตลอดเลยว่าขันธ์นี้เป็นทุกข์โดยตลอดเวลาเลย แล้วมันจะทิ้งได้ยังไงล่ะ

มันยังเผื่อเหลือเผื่อขาดไปข้างหน้าได้อีก มันไม่ยอมทิ้งโดยสิ้นเชิงเลย มันยังตายใจอยู่ในขันธ์นี่ ยังมีการพาขันธ์นี้ อาศัยขันธ์นี้ ไปใช้สายตา ไปใช้หู ไปใช้ความคิด ...แล้วได้เสพสุขของเราได้

นี่ ได้บรรเทาทุกข์ด้วยการพามันไปเสพสุข ...เวลาเราเกิดทุกข์ใดทุกข์หนึ่งที่มาแบบไม่ได้ตั้งใจไม่ได้สบอารมณ์ มันยังสามารถอาศัยขันธ์นี่ไปหาสุขมากลบเกลื่อน มาทดแทน

มันก็ยังเห็นว่ามันยังอิงประโยชน์ของขันธ์อยู่ ยังเป็นประโยชน์ในสาระของประโยชน์ในขันธ์นี้อยู่ ...มันก็ไม่ทิ้ง มันไม่วาง มันไม่ปล่อย

มันไม่ทิ้งขันธ์ มันก็ยังหมายว่าขันธ์นี้เป็นเรา..เป็นประโยชน์ของเราได้อยู่  ยังหาสุขมาเสพ มาเป็นที่พึ่ง มาเสวยเป็นอารมณ์ได้ ...นี่ กิเลสมันปิดบัง


(ต่อแทร็ก 15/24)